นายกรัฐมนตรีเยี่ยมชมนิทรรศการแผนที่เชื่อมโยงโครงการสำคัญและประโยชน์อีอีซี ส่งตรงคนพื้นที่จังหวัดระยอง ยันรัฐบาลสนับสนุนโครงการอีอีซีให้เดินหน้าไปด้วยดีชี้นักลงทุนสนใจจำนวนมาก เอกชนดันโครงการใหญ่เข้า ครม.สัญจรวันนี้กว่าแสนล้าน
เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2563 พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรี เข้าเยี่ยมชมนิทรรศการจากสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) ภายในการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานีที่ ครั้งที่ 2/2563 ณ จังหวัดระยอง โดยมีนายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการ ฯ พร้อมผู้บริหาร สกพอ. ให้การต้อนรับ ณ โรงแรมสตาร์ คอนเนชั่น
โดยนิทรรศการของ สกพอ. จะให้ข้อมูลถึงแผนที่เชื่อมโยงโครงการสำคัญ ๆ ของอีอีซี ในจังหวัดระยอง อาทิ รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ระยะที่ 1 และระยะที่ 2 สนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก ระบบขนส่งสาธารณะเชื่อมโยง โครงการระเบียงผลไม้ภาคตะวันออก เป็นต้น พร้อมประโยชน์จากอีอีซีในภาพรวมที่จังหวัดระยองจะก้าวไปสู่ เมืองน่าอยู่อัจฉริยะ การท่องเที่ยวมูลค่าสูง ชุมชนเกษตรกรรายได้ดี คู่กับอุตสาหกรรมสะอาด เยาวชนในพื้นที่พร้อมมีงานดีรายได้มั่นคงรองรับ
สำหรับโครงการรถไฟความเร็วสูงในอีอีซีระยะที่ 2 จาก สถานีอู่ตะเภา - จ.ตราด ระยะทางประมาณ 190 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง กำหนดก่อสร้างแล้วเสร็จ ปี 2571 โดบขณะนี้การรถไฟแห่งประเทศไทย อยู่ระหว่างทำการศึกษาโครงการคาดว่าจะศึกษาแล้วเสร็จในปี 2564
นายกรัฐมนตรี กล่าวก่อนเริ่มการประชุมกับภาคเอกชน ว่า การขอรับการส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่อีอีซี กำลังเดินหน้าไปด้วยดี เพราะบ้านเมืองที่มีเสถียรภาพและมีความสงบเรียบร้อย รัฐบาลก็มุ่งหวังที่จะพยายามขยายการพัฒนา ให้ต่อเนื่องเชื่อมโยงไปยังพื้นที่รอบนอกอีอีซี ด้วยโดยยืนยัน รัฐบาลจะสร้างความมั่นคงและทำให้ประเทศมีเสถียรภาพ เพื่อให้เศรษฐกิจเติบโตไปพร้อมกันทั้ง 6 ภาค และ จะพยายามหามาตรการส่งเสริมเรื่องการท่องเที่ยวและช่วยเหลือผู้ประกอบการให้มากขึ้น
ด้านนายปรัชญา สมะลาภา ประธานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจพื้นที่ภาคตะวันออก หอการค้าไทย เปิดเผยว่า ในการประชุมครม.สัญจรที่จ.ระยองระหว่างวันที่ 24-25 ส.ค. 63 นี้ภาคเอกชนจะเสนอโครงการพัฒนาพื้นที่ภาคตะวันออก 4 ด้านหลักประกอบการ การพัฒนาน้ำ, โครงสร้างพื้นฐาน,การท่องเที่ยว และภาคเกษตร เพื่อขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจของภาคตะวันออกขยายตัวอย่างยั่งยืนในทุกมิติไม่ใช่เฉพาะภาคอุตสาหกรรมด้านเดียว โดยงบประมาณและจำนวนโครงการนั้นต้องมีการประชุมร่วมกันอีกครั้งระหว่างภาคเอกชน กระทรวงมหาดไทยและหน่วยงานอื่นๆที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ได้ข้อสรุปไปในทิศทางเดียวกัน
สำหรับเรื่องของน้ำนั้นคือเป็นปัญหาสำคัญของภาคการเกษตร ภาคอุตสาหกรรมและภาคบริโภค โดยเฉพาะในปีนี้ประสบปัญหาภัยแล้งทำให้ทุกภาคส่วนกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์การขาดแคลนน้ำ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องหามาตรการรองรับเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการแย่งชิงน้ำ ส่วนโครงสร้างพื้นฐานเน้นการเชื่อมโยงเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ที่ครอบคลุมจังหวัดระยอง ชลบุรี และฉะเชิงเทรากับเส้นทางคมนาคมหลักรวมถึงการเชื่อมโยงเส้นทางมอเตอร์เวย์และสนามบิน
ขณะที่การพัฒนาท่องเที่ยวเน้นให้ความสำคัญในการเชื่อมโยงเส้นทางการท่องเที่ยวเช่น การก่อสร้างสะพานเชื่อมโยงกับเกาะต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยวเดินทางได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น รวมถึงส่งเสริมการท่องเที่ยวและยกระดับเศรษฐกิจชุมชน และการพัฒนาเกษตรเน้นเรื่องของน้ำและการทำตลาด เป็นต้น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หน่วยงานภาครัฐและเอกชน ในกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก 1 ประกอบด้วย 3 จังหวัด ซึ่งอยู่ในเขตอีอีซีคือ ระยอง ชลบุรี และฉะเชิงเทรา ได้ประชุมหารือร่วมกันเพื่อจัดเตรียมวาระเสนอให้ที่ประชุม ครม.พิจารณา รวม73 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 1 แสนล้านบาท ซึ่งจะเป็นโครงการเกี่ยวกับการลงทุนคมนาคมขนส่ง และการแก้ภัยแล้งเพราะในปีนี้ภาคตะวันออกประสบปัญหาร้อนแล้งจน ขาดแคลนน้ำอย่างรุนแรงโดย โครงการทั้งหมดจะนำเสนอให้พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย พิจารณากลั่นกรอง ก่อนนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุม ครม.สัญจร วันนี้









