คลังคาดจีดีพีปีนี้ขยายตัวติดลบ 8.5% จากเดิมคาดขยายตัว 2.8% การส่งออกติดลบ 11% ชี้ไตรมาสสองจีดีพีติดลบเลขสองหลักต่ำสุดของปี จากนั้นจะค่อยขยายตัวดีขึ้น โดยปีหน้าคาดขยายตัวเป็นบวกที่ 4-5% ส่งออกบวก 5% ขณะที่ เตรียมมาตรการกระตุ้นบริโภค
นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า สศค.ได้ปรับประมาณการจีดีพีในปีนี้ โดยคาดจะขยายตัวติดลบ 8.5% ลดลงจากคาดการณ์เดิมเมื่อเดือนม.ค.ที่คาดจะขยายตัวได้ 2.8% และลดลงจากปีก่อนหน้าที่ขยายตัวได้ 2.4% สาเหตุหลักเกิดจากการแพร่ระบาดไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่(โควิด-19)ที่ระบาดในวงกว้าง ส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติและเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าหลักหดตัวลง ส่วนปีหน้าคาดจีดีพีจะกลับมาขยายตัวเป็นบวกได้ที่ 4-5%
ทั้งนี้ การคาดการณ์ดังกล่าวอยู่ภายใต้สมมติฐาน มูลการส่งออกจะขยายตัวติดลบที่ 11% ในปีนี้ และขยายตัวเป็นบวกที่ 5% ในปีหน้า ขณะที่ การขยายตัวของ15 ประเทศคู่ค้าในปีนี้จะติดลบที่ 4.1% เงินบาทเทียบดอลลาร์สหรัฐจะเฉลี่ยที่ 31.7 บาท ส่วนราคาน้ำมันดิบดูไบจะอยู่ที่ 42 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 0.5% ต่อปี ด้านจำนวนนักท่องเที่ยว 6.8 ล้านคน
เขากล่าวว่า เท่าที่ดูเครื่องชี้เศรษฐกิจจะพบว่า ในไตรมาสสองของปีนี้ จะเป็นช่วงที่การขยายตัวเศรษฐกิจไทยต่ำสุด โดยขยายตัวติดลบเป็นเลขสองหลัก จากนั้น จะเริ่มค่อยดีขึ้นในช่วงไตรมาสสามและสี่ และต่อเนื่องไปถึงปีหน้า อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่ต้องติดตามหลัก คือ สถานการณ์แพร่ระบาดไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่(โควิด-19)ว่าจะเป็นอย่างไร ทั้งนี้ เท่าที่ประเมิน เชื่อว่า วัคซีนป้องกันโควิด-19จะมีเริ่มใช้ได้ในกลางปีหน้า โดยพิจารณาจากการทดลองในหลายประเทศที่เข้าสู่เฟสที่ 3 แล้ว
“ถ้าสถานการณ์โควิด-19 ดีขึ้น เราเชื่อว่า จะเป็นปัจจัยบวกที่สำคัญ เพราะจะช่วยผ่อนคลายให้นักท่องเที่ยวต่างประเทศเข้ามาในประเทศได้มากขึ้น ทั้งนี้ เราคาดปีหน้าปริมาณนักท่องเที่ยวจะเข้ามาราว 15-16 ล้านคน และจะส่งผลให้หลายภาคธุรกิจกลับมาฟื้นตัว โดยภาคธุรกิจที่จะมีผลบวกจากการปรับตัวเข้าสู่New Normal มากที่สุด คือ ธุรกิจดิจิตอล รองลงมา คือ ธุรกิจที่เกี่ยวกับการบริโภค”
อย่างไรก็ดี การใช้จ่ายของภาครัฐคาดว่า จะขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งในส่วนของการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณ การโอนงบประมาณตามพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. 2563 และการใช้จ่ายเงินกู้ฉุกเฉิน 1 ล้านล้านบาท โดยคาดว่าการบริโภคภาครัฐจะขยายตัวที่ 4.3%และการลงทุนภาครัฐจะขยายตัวที่ 9.7%
เขากล่าวด้วยว่า ในแง่มาตรการที่จะเข้ามาช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจระยะต่อไปนั้น ทางสศค.มองว่า มาตรการหลักจะเกี่ยวกับการบริโภค แต่ต้องพิจารณาความเหมาะสมในแง่ของระยะเวลา โดยต้องพิจารณาควบคู่กับผลของมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวเป็นหลัก ทั้งนี้ เราไม่ได้คาดหวังมากนักว่า มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากนัก แต่คาดหวังให้เกิดการกระจายของมาตรการไปทั่วประเทศมากกว่า
อย่างไรก็ดี ขณะนี้ สศค.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะร่วมหารือถึงมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวเพิ่มเติม โดยจะพิจารณาว่า จะสามารถดึงห้องพักและโรงแรมให้เข้าร่วมโครงการให้มากขึ้นได้อย่างไร เพื่อกระตุ้นให้เกิดการท่องเที่ยว โดยปัจุจบันมีโรงแรมและที่พักเข้าร่วมโครงการราว 6 พันแห่ง ขณะที่ มีจำนวนโรงแรมและที่พักในประเทศรวมประมาณ 6 หมื่นแห่ง ทั้งนี้ สศค.และหน่วยงานเกี่ยวข้องจะร่วมหารือในวันศุกร์ที่ 31 ก.ค.นี้
สำหรับมาตรการเยียวยาจำเป็นต้องจัดให้มีเฟสสองอีกหรือไม่ เขากล่าวว่า ขณะนี้ กิจกรรมทางเศรษฐกิจเริ่มดีขึ้นแล้ว ขณะที่ เงินกู้เพื่อการเยียวยาที่ยังเหลือราว 2 แสนล้านบาทนั้น เราเห็นว่า ไม่จำเป็นต้องใช้ให้หมดไป ควรเก็บไว้ก่อน เพื่อรองรับกรณีที่อาจจะเกิดการระบาดโควิด-19รอบที่สอง
เขาชี้ว่า แม้ว่า รัฐบาลจะเผชิญกับสถานการณ์โควิด-19 และทำให้จีดีพีขยายตัวติดลบเป็นประวัติการณ์ แต่หากเทียบการดูแลภาพรวมเศรษฐกิจกับช่วงที่เกิดวิกฤตต้มยำกุ้งเมื่อปี 2540 จะพบว่า รัฐบาลมีช่องว่างในการดำเนินนโยบายการคลังได้มากกว่า โดยเสถียรภาพเศรษฐกิจก็ดีกว่าทุกด้าน อาทิ ระดับหนี้สาธารณะ และ อัตราเงินเฟ้อ








