วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ลงทุนยาวกับ 'อินฟราฟันด์'

โครงสร้างพื้นฐานนับเป็นหนึ่งองค์ประกอบสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ ในแต่ละปีเม็ดเงินลงทุนจะถูกจัดสรรเข้ามาพัฒนา และถูกใช้ประโยชน์จากทุกภาคส่วน

สำหรับกองทุนเปิดธนชาตอินฟราสตรัคเจอร์ แอนด์แน็ชเชอรัล รีซอรส์ ฟันด์ ออฟ ฟันด์ (T-INFRA) นับเป็นหนึ่งในกองทุนโครงสร้างพื้นฐานที่เก่าแก่ที่สุดกองหนึ่งของไทย จัดตั้งขึ้นในปี 2549 เพื่อนำเงินไปลงทุนในกองทุนรวมต่างประเทศที่เน้นลงทุนในสาธารณูปโภคพื้นฐานหรือสาธารณูปโภคที่มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจ (Infrastructure) รวมถึงการขนส่ง พลังงาน ทรัพยากรธรรมชาติ และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง รวมไปถึงธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี การสื่อสารโทรคมนาคม อินเทอร์เน็ต และไบโอเทคโนโลยี

เมื่อดูจากนโยบายของกองทุนแล้ว จะเห็นว่าทางเลือกในการลงทุนของกองทุนนั้นค่อนข้างเปิดกว้าง ทั้งในส่วนของธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานแบบดั้งเดิม และธุรกิจที่เป็นเมกาเทรนด์ของโลก

กองทุน T-INFRA นับเป็นกองทุนที่มีขนาดไม่ใหญ่นัก โดยมีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ 172.03 ล้านบาท โดยมูลค่าต่อหน่วยอยู่ที่ 11.2226 บาท ส่วนหนึ่งเป็นเพราะกองทุนมีนโยบายในการจ่ายเงินปันผล ทำให้กำไรที่กองทุนสร้างได้จะถูกส่งต่อไปยังผู้ถือหน่วย โดยเงินปันผลที่จ่ายล่าสุดในปี 2560 อยู่ที่ 1 บาทต่อหน่วย ขณะที่ปี 2561 กองทุนมีผลขาดทุน ส่วนปี 2562 ยังไม่ได้จ่ายออกมา

สำหรับพอร์ตการลงทุนของ T-INFRA ณ 28 ก.พ. 2563 แบ่งเป็นการลงทุนใน Lazard Global Listed Infrastructure Equity Fund สัดส่วน 51.15% Invesco QQQ Trust สัดส่วน 19.99% WELLINGTON GLOBAL HEALTH CARE EQUITY สัดส่วน 14.89% Janus Capital Funds PLC - Global Life Sciences Fund สัดส่วน 13.97%

โดยการลงทุนของ Lazard Global Listed Infrastructure ในปัจจุบันเน้นไปที่บริษัทผู้ผลิตไฟฟ้าในยุโรปและสหรัฐ โดยมีสัดส่วนการลงทุนหลักในบริษัทอย่าง National Grid 7.92% Terna Rete Elettrica Nazionale 6.50% Norfolk Southern Corp 6.40% 

ขณะที่ Invesco QQQ จะเน้นการลงทุนในสหรัฐ โดยโฟกัสธุรกิจด้านเทคโนโลยีเป็นหลัก ซึ่งสัดส่วนเงินลงทุนหลักกระจายอยู่ใน Apple 11.86% Microsoft Corp 11.67% และ Amazon 10.79%

ด้านกองทุน WELLINGTON GLOBAL HEALTH จะเน้นลงทุนในธุรกิจเฮลธ์แคร์ โดยมีการลงทุนหลักใน Boston Scientific 4.11% UnitedHealth Group 3.07% Anthem 2.94%ส่วนกองทุน Janus Capital Funds จะเน้นการลงทุนระยะยาวในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยและพัฒนาสินค้าและบริการด้านการแพทย์และสุขภาพ โดยมีสัดส่วนการลงทุนหลักในบริษัทอย่าง Merck & Co 4.46% Novartis 4.03% และ UnitedHealth Group 3.44%

ทั้งนี้ กองทุน T-INFRA ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา อยู่ที่ 6.98% ต่อปี เทียบกับค่าเฉลี่ยของกองทุนประเภทเดียวกันที่ 2.04% โดย T-INFRA สามารถสร้างผลตอบแทนเป็นบวกได้ถึง 7 ปี ส่วนผลตอบแทนในระยะสั้นอย่าง 3 เดือนที่ผ่านมา สามารถฟื้นตัวได้ค่อนข้างดี 26.97% และมีผลตอบแทน 9.83% สำหรับรอบ 1 ปีที่ผ่านมา เทียบกับค่าเฉลี่ยของกองทุนประเภทเดียวกันที่ 5.18%

อย่างไรก็ดี กองทุน T-INFRA จัดเป็นกองทุนประเภทเสี่ยงสูง ระดับ 7 จาก ทั้งหมด 8 ระดับ ซึ่งในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา กองทุนเคยขาดทุนสูงสุด 20.95% ขณะที่ความผันผวนของผลการดำเนินงานอยู่ที่ 14.63% ต่อปี

ในแง่ของค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายที่เรียกเก็บจากกองทุนอยู่ที่ 2.06% หากเปรียบเทียบกับกองทุนทางเลือกที่นำเงินไปลงทุนต่างประเทศในลักษณะคล้ายกันนี้ ถือว่าค่าใช้จ่ายจะสูงกว่าหลายๆ กองทุนซึ่งจะเรียกเก็บ 1 – 2%

สำหรับการป้องกันความเสี่ยงที่สำคัญของกองทุนคือเรื่องของอัตราแลกเปลี่ยนนั้น จะขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุนเป็นหลัก

ข้อด้อยของกองทุน T-INFRA คือการสร้างผลตอบแทนที่ยังไม่สม่ำเสมอนัก อย่าง 5 ปีที่ผ่านมา ซึ่งได้กำไรสลับขาดทุนแบบปีเว้นปี อย่างไรก็ดี จุดเด่นที่เข้ามาชดเชยคือ การกระจายเงินลงทุนไปในธุรกิจที่หลากหลาย แม้ภาพรวมจะเป็นเรื่องของโครงสร้างพื้นฐาน แต่เมื่อดูในรายละเอียดจะเห็นว่ามีบริษัทค่อนข้างหลากหลาย ซึ่งเป็นผลจากการกระจายเงินไปลงทุนในหลายๆ กองทุน อย่างไรก็ตามความสม่ำเสมอของการสร้างผลตอบแทนยังเป็นสิ่งที่ไม่ดีนัก