ที่ปรึกษาการเงินเผย นักลงทุนสถาบันสนใจหุ้นไอพีโอ “ศรีตรังโกลฟส์” มากกว่าคาด หลังกำหนดช่วงราคาขาย 32-34 บาท เตรียมสรุปราคาสุดท้าย 22 มิ.ย. นี้ ผู้บริหารคาดปริมาณขายทั้งปีเพิ่มขึ้น 40% จากปีก่อนที่ทำได้ 1.98 หมื่นล้านชิ้น
นายวราห์ สุจริตกุล กรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์(บล.)ฟินันซ่า ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน บมจ.ศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย) หรือ STGT เปิดเผยว่า จากการสำรวจความต้องการซื้อหุ้นไอพีโอของ STGT โดยกำหนดช่วงราคาไอพีโอ 32-34 บาท พบว่านักลงทุนสถาบันให้ความสนใจมากกว่าที่คาดไว้ โดยบริษัทจะสรุปราคาเสนอขายไอพีโอในวันที่ 22 มิ.ย.2563 หลังจากนั้นคาดว่าจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(SET)ช่วงต้นเดือน ก.ค.2563
“จุดแข็งของ STGT มาจากทั้งอุตสาหกรรมที่ค่อนข้างดีมาก โดยช่วงก่อนโควิด-19 ก็สามารถเติบโตได้ถึง 10-12% ต่อปี และการระบาดของโควิด-19 ก็เข้ามาช่วยหนุนเพิ่มเติม ขณะเดียวกันธุรกิจนี้คู่แข่งเข้ามายาก เพราะต้องมีใบอนุญาตซึ่งต้องใช้เวลา 6 เดือน ถึง 2 ปี ถึงจะได้มา และการพัฒนาเครือข่ายการขายในระดับ 140 ประเทศ ก็ทำได้ไม่ง่ายนัก นอกจากนี้ยังมีข้อได้เปรียบเรื่องของการสนับสนุนด้านวัตถุดิบจากบริษัทแม่ซึ่งเป็นผู้ผลิตยางพาราอันดับ 1 ของโลก”
ด้านนางสาวจริญญา จิโรจน์กุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ STGT เปิดเผยว่า แนวทางการเติบโตของบริษัทต่อจากนี้จะใช้ 3 กลยุทธ์ ได้แก่ การขยายกำลังการผลิต ซึ่งบริษัททำมาต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2560-2563 โดยกำลังการผลิตขึ้นจาก 15,000 ล้านชิ้นต่อปี เป็น 30,000 ล้านชิ้นต่อปี และวางแผนจะเพิ่มกำลังการผลิตเป็น 50,000 ล้านชิ้นต่อปี ในปี 2567 และเป็น 70,000 ล้านชิ้นต่อปี ในปี 2571 ก่อนจะแตะ 100,000 ล้านชิ้นต่อปี ในปี 2575
ถัดมาคือการเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่าย โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งยังมีการใช้ต่อคนค่อนข้างต่ำเพียง 10 ชิ้นต่อคนต่อปี เทียบกับประเทศพัฒนาแล้วไม่ต่ำกว่า 100 ชิ้นต่อคนต่อปี และสุดท้ายคือกลยุทธ์การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต จากการนำเครื่องจักรและเทคโนโลยีเข้ามาช่วยมากขึ้น โดยปัจจุบันบริษัทสามารถผลิตได้ถึง 50,000 ชิ้นต่อชั่วโมง และใช้คนเพียงแค่ 3 คน จากในอดีต 5,000 ชิ้นต่อชั่วโมง
สำหรับภาพรวมอุตสาหกรรม ยังมีความต้องการโตขึ้นเฉลี่ย 12.2% ต่อปี ระหว่างปี 2559-2562 และหากย้อนหลัง 10 ปี ความต้องการเติบโตเฉลี่ย 8-10% ต่อปี โดยคาดว่าความต้องการจะสูงขึ้นต่อเนื่องจากตัวเลขผู้สูงอายุมากขึ้น สนับสนุนความต้องการการแพทย์มากขึ้น รวมถึงการเพิ่มขึ้นของโรคต่างๆ
“เราค่อนข้างมั่นใจในพื้นฐานของอุตสาหกรรม เพราะอุปสงค์เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะทางด้านการแพทย์ แต่ยังมีโอกาสจากอุปสงค์ในด้านอื่นๆ เพิ่มเติม อาทิ อุตสาหกรรมอาหาร โลจิสติกส์ บริการ ซึ่งเป็นดีมานด์ใหม่ที่เข้ามามากขึ้น ต่อให้ไม่มีโควิด-19 ก็เชื่อว่าดีมานด์เหล่านี้จะเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ไม่เช่นนั้นบริษัทคงไม่ขยายกำลังการผลิตถึง 40% ต่อปี ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา”









