กรมการค้าต่างประเทศปรับใช้ระบบออนไลน์ เจรจาคู่ค้าขยายตลาดข้าวไทย หลังโควิด-19 ทำเดินทางลำบาก เล็งถกมาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ และจีน มั่นใจขายข้าวเพิ่มขึ้น
นายกีรติ รัชโน อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมฯ ได้ปรับแผนการเจรจาขายข้าวไทย โดยใช้ระบบออนไลน์ผ่านระบบวิดีโอ คอนเฟอเรนซ์ และระบบZoomในการพบปะเจรจากับผู้ซื้อ ผู้นำเข้าข้าวของไทย เพื่อติดตามสถานการณ์และโอกาสในการซื้อข้าวไทยเพิ่มขึ้น เพราะหลังจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้การเดินทางเจรจาซื้อขายทำได้ยากขึ้น เพราะบางประเทศยังมีการล็อกดาวน์ และบางประเทศห้ามการบิน จึงต้องหันไปใช้ช่องทางออนไลน์ เพื่อสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า
“จะร่วมมือกับผู้ส่งออก จัดพบปะทางออนไลน์กับผู้ซื้อผู้นำเข้าในประเทศเป้าหมาย เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ และจีน เพื่อสอบถามสถานการณ์การค้า ความต้องการซื้อข้าว เพราะไทยมีข้าวพร้อมส่งออก ไม่มีการจำกัดการส่งออก และข้าวไทยเป็นข้าวดี มีคุณภาพ เชื่อมั่นได้”
ทั้งนี้ ในส่วนของฟิลิปปินส์ กำลังจะเปิดประมูลข้าวจำนวน 3 แสนตัน ซึ่งไทยจะมีการยื่นประมูลด้วยในวันที่ 8 มิ.ย.2563 คาดว่าไทยน่าจะแข่งขันประมูลได้ ส่วนมาเลเซีย ยังรอดูสถานการณ์ ขณะที่อินโดนีเซีย ก็เช่นเดียวกัน ยังรอดูสถานการณ์อยู่ และจีน กำลังเจรจาผลักดันให้จีนปิดการซื้อขายข้าวในส่วนที่เหลือ 3 แสนตันของสัญญาแรกให้จบ เพราะขณะนี้ รถไฟไทย-จีน สัญญา 2.3 มีความคืบหน้า จะมีการลงนามกันในเร็วๆ นี้ ซึ่งในส่วนของการซื้อข้าวและยางพาราจากไทย ก็ควรจะมีข้อยุติด้วย
สำหรับแนวโน้มการส่งออกข้าวไทย คาดว่า ความต้องการข้าวจะยังคงมีเข้ามาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ต้องระวังเรื่องการแข่งขันจากคู่แข่ง เพราะเวียดนามได้ยกเลิกการห้ามส่งออกข้าวแล้ว และปีนี้คาดว่าจะส่งออกประมาณ 7 ล้านตัน จากเป้าหมาย 7.5 ล้านตัน ส่วนอินเดีย ได้ปลดล็อกให้มีการส่งออก ซึ่งจะเป็นคู่แข่งที่สำคัญในตลาดข้าวของไทย นอกจากนี้ ยังต้องติดตามเรื่องเงินบาทแข็งค่า
สำหรับความคืบหน้าการจัดทำมาตรฐานข้าวพื้นนิ่ม ได้มีการตั้งคณะทำงานขึ้นมาแล้ว ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการหารือร่วมกับผู้ที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาคเอกชน ผู้เชี่ยวชาญ ว่าจะกำหนดรายละเอียดอย่างไง มาตรฐานแบบไหน เพราะหากมีข้าวทางเลือกเพิ่มเข้ามา ก็จะทำให้ไทยมีโอกาสในการทำตลาดข้าวได้มากขึ้น
ส่วนการส่งออกในช่วง 5 เดือนของปี 2563 (ม.ค.-พ.ค.) มีปริมาณ 2,590,161 ตัน ลดลง 31.51%มูลค่า 1,735 ล้านดอลลาร์ ลดลง 13.07%หากคิดเป็นเงินบาทมีมูลค่า 54,241 ล้านบาท ลดลง 14%มีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 669.88 ดอลลาร์ต่อตัน เพิ่มขึ้น 28.81%









