หลังมติที่ประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการ ศบค.เป็นประธาน
เห็นชอบผ่อนปรนกิจการ-กิจกรรมระยะที่ 2 รวมถึงการผ่อนคลายการประกาศห้ามออกนอกเคหสถาน (เคอร์ฟิว) จากเดิมเวลา 22.00 – 04.00 น. เป็น 23.00 – 04.00 น. ตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ 17 พ.ค. 2563 นี้
นอกจากนี้ ยังมีมติให้ห้างสรรพสินค้ากลับมาเปิดให้บริการได้อีกครั้ง แต่จะต้องมีมาตรการป้องกันความเสี่ยง เริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 17 พ.ค. นี้เช่นเดียวกัน โดยจะต้องปิดให้บริการ ณ เวลา 20.00 น. ซึ่งจะประกาศอย่างเป็นทางการอีกครั้ง นอกจากผู้ประกอบการห้างสรรพสินค้า และศูนย์การค้าจะออกมาขานรับมาตรการคลายล็อกดังกล่าวไปก่อนหน้าแล้ว ในส่วนของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอื่น โดยเฉพาะอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและธุรกิจพัฒนอสังหาริมทรัพย์ ก็ออกมาขานรับแนวทางดังกล่าวเช่นกัน
วสันต์ เคียงศิริ นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร ให้ความเห็นว่า การคลายล็อกดาวน์ ถือเป็นการเพิ่มความมั่นใจมาตรการของรัฐในการสกัดการระบาดของโควิด-19 ว่ามีประสิทธิภาพเพียงพอ ทำให้ผู้ซื้ออสังหาฯประเภทที่อยู่อาศัย เกิดความมั่นใจภาพรวมเศรษฐกิจ ทั้งปัจจุบันและในอนาคต เร่งการตัดสินใจซื้อมากขึ้น หลังจากที่ก่อนหน้านี้มีการซื้อเพียงเล็กน้อย ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ที่มีเงินเย็น กับกลุ่มที่มีความจำเป็นต้องซื้อทันที
อย่างไรก็ตาม จากนี้จนจบไตรมาส 2 ของปีนี้ ภาครัฐต้องเตรียมพร้อมในการบริหารประเทศให้ให้ก้าวไปข้างหน้า พร้อมกับมีมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบภายในประเทศ โดยเฉพาะธุรกิจที่ปิดตัว หรือปลดคนงานไปก่อนหน้านี้ อีกทั้งต้องมีมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อ ทำให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นในการบริโภค
“สิ่งสำคัญคือการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ แทนการหวังสร้างรายได้จากต่างประเทศ โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยว ซึ่งอสังหาฯ ถือเป็นหนึ่งในฟันเฟืองขับเคลื่อนเศรษฐกิจในประเทศเนื่องจากมีซัพพลายเชนเกี่ยวข้องกับธุรกิจเกี่ยวเนื่อง ไม่ต่ำกว่า 5-6 ธุรกิจ ดังนั้นในไตรมาสที่ 3-4 ปีนี้ เห็นว่าภาครัฐต้องออกแบบมาตรการกระตุ้นกำลังซื้ออสังหาฯ พร้อมกับลดปัญหาอุปสรรคต่อตลาดอสังหาฯ เช่น ผ่อนคลายมาตรการคุมเข้มสินเชื่อ (แอลทีวี) และภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง” วสันต์ กล่าว
ธีรเดช เกิดสำอางค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจพฤกษาเรียลเอสเตท-ทาวน์เฮ้าส์ บริษัทพฤษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า มาตรการผ่อนคลายล็อคดาวน์ระยะที่ 2 และการขยับเวลาเคอร์ฟิว จากเดิมเวลา 22.00 – 04.00 น. เป็น 23.00 – 04.00 น.ถือเป็นมาตราการที่ดีในเชิงจิตวิทยาทำให้ประชาชนรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น
ส่วนในมุมของอสังหาฯอยากให้สถาบันการเงินผ่อนปรนเงื่อนไขในการปล่อยสินเชื่อ รวมถึงยกเลิกมาตรการแอลทีวี และหลังจากจบโควิด-19อยากให้รัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาฯเพราะอสังหาริมทรัพย์มีผลต่อเศรษฐกิจโดยรวมค่อนข้างมากจากอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ดังนั้นควรจะออกมาตรการช่วยเหลือเพื่อให้มีเม็ดเงินกลับเข้ามาหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจรวมทั้งจะส่งผลดีต่อธุรกิจกลุ่มก่อสร้าง และวัสดุก่อสร้าง เป็นต้น
ชัยรัตน์ ไตรรัตนจรัสพร ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) กล่าวเห็นด้วยกับมติของ ศบค. ดังกล่าว แม้ในส่วนของธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับภาคท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมไมซ์ (MICE : การจัดประชุม สัมมนา ท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล และจัดแสดงสินค้า) จะยังมีข้อจำกัด ซึ่งทาง สคบ.อนุญาตให้เฉพาะห้องประชุมโรงแรมและศูนย์ประชุมเปิดเฉพาะให้บริการจัดประชุมขององค์กรหรือหน่วยงาน (Meeting) ในลักษณะนั่งประชุมแบบจำกัดจำนวนผู้เข้าร่วมประชุมเท่านั้น โดยยกเว้นการจัดอบรม สัมมนา จัดแสดงสินค้า นิทรรศการ จัดงานเลี้ยง อีเวนท์ในโรงแรม ศูนย์ประชุม ศูนย์แสดงสินค้า สถานที่จัดงานนิทรรศการ ซึ่งเป็นการรวมตัวของคนจำนวนมาก
“ปัจจุบันธุรกิจโรงแรมได้ปรับตัวด้วยการจัดประชุมในลักษณะจำนวนคนไม่มากอยู่แล้ว พร้อมมีแนวทางปฏิบัติให้ผู้เข้าร่วมประชุมนั่งห่างกัน จำกัดจำนวนผู้เข้าร่วมประชุม และมีการถ่ายทอดสดการประชุมผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ เพิ่มเติม เป็นไปตามมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคมของรัฐบาล เพื่อลดความแออัดและความเสี่ยงในการกระจายเชื้อ หลังประเทศไทยสามารถควบคุมโรคได้ดี เห็นสัญญาณคลี่คลายอย่างต่อเนื่อง” ประธาน สทท.กล่าว









