กฟผ.เผยโควิด-19 ฉุดยอดการใช้ไฟฟ้าลดลงแล้ว 10% เตรียมทบทวนแผนลงทุนใหม่ ทั้งนำเข้า "แอลเอ็นจี-สร้างโรงไฟฟ้าใหม่" ยันไม่เลื่อนโครงการโซลาร์ลอยน้ำในเขื่อนสิรินธร 45 เมกะวัตต์ เหตุเซ็น “พีพีเอ” แล้ว
นายพัฒนา แสงศรีโรจน์ รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และโฆษก กฟผ. เปิดเผยว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบต่อการใช้ไฟฟ้าของ กฟผ.ในปัจจุบันลดลงแล้วประมาณ 10% โดยส่วนใหญ่เป็นการลดลงของกลุ่มลูกค้าภาคอุตสาหกรรมและภาคธุรกิจ แม้ว่าการใช้ไฟฟ้าในกลุ่มบ้านอยู่อาศัยจะเพิ่มขึ้นจากมาตรการ Work from Home ก็ตาม
ดังนั้น กฟผ.จะต้องทบทวนแผนการลงทุนในภาพรวมทั้งหมด เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป โดยจะต้องจัดทำสมมติฐานรองรับในหลายๆ กรณี ทั้งเรื่องของแผนการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ช่วงปี 2563-2565 การก่อสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) และการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน เป็นต้น
โดยการจะพิจารณาเลื่อนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าหรือไม่นั้นยังต้องคำนึงถึงปัจจัยหลายด้านว่าจะนำไปสู่การปรับแผน PDP อีกรอบหลังโควิด-19 หรือไม่ ซึ่งตามขั้นตอนแล้วก็จะมีการตั้งคณะกรรมการเพื่อพยากรณ์การใช้ไฟฟ้าของประเทศ (load forecast) ใหม่
“ตอนนี้แผนการลงทุนรวมของ กฟผ.ต้องพิจารณาใหม่หมด ดูตามสภาพเศรษฐกิจว่าเมื่อตกลงไปแล้ว จะฟื้นตัวแบบ V shape หรือเป็นแบบ U shape ถ้าเป็นแบบ V shape ก็อาจไม่ต้องเลื่อนโรงไฟฟ้าใหญ่ แต่หากเศรษฐกิจฟื้นตัวช้า โครงการในแผนที่ยังไม่ได้ลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) ก็อาจต้องเลื่อนออกไป ซึ่งในส่วนของโครงการโซลาร์ลอยน้ำในเขื่อนสิรินธร 45 เมกะวัตต์ ไม่เลื่อนแน่เพราะเซ็น PPA ไปแล้ว”
ส่วนแนวทางการจัดหางบประมาณเพื่อนำมาเยียวยาผู้ใช้ไฟฟ้าตามมาตรการช่วยเหลือค่าไฟฟ้าสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยนั้น ภาครัฐได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) และ 3 การไฟฟ้าไปพิจารณาแนวทาง โดยเบื้องต้นจะดำเนินการภายใต้ 4 แนวทาง คือ 1.พิจารณาจากเงินที่มีอยู่ในระบบบริหารจัดของ กกพ. เช่น การลงทุนที่ไม่เป็นไปตามแผน ในโครงการที่ไม่มีความจำเป็นหรือไม่มีประสิทธิภาพ (Crawl Back)
2.พิจารณาการช่วยเหลือของ 3 การไฟฟ้า โดยอาจขอปรับลดอัตราผลตอบแทนทางการเงินอ้างอิงจากอัตราส่วนผลตอบแทนการลงทุน (Return on Invested Capital : ROIC) ในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า
3.พิจารณาปรับกระบวนการคำนวณรายได้หรือต้นทุนค่าไฟฟ้าในอนาคตแทน จากเดิมการคำนวณ ค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (Ft) ย้อนหลังต้นทุนค่าเชื้อเพลิง 6 เดือน เปลี่ยนเป็นการคำนวณรายได้ หรือต้นทุนค่าเชื้อเพลิง เช่น ค่าก๊าซฯ ใน 6 เดือนข้างหน้าที่เห็นแนวโน้มว่าจะลดลงสะท้อนราคาน้ำมันดิบ เป็นต้น
และ 4.พิจารณาว่าผู้ผลิตไฟฟ้าทั้ง IPP, SPP และ VSPP รวมถึงซัพพลายเชนที่เกี่ยวข้องทั้งคนซื้อก๊าซฯ อย่างเช่น ปตท.จะมีแนวทางช่วยเหลือได้อย่างไร ซึ่งทุกภาคส่วนจะต้องมีร่วมกันในการเข้ามาช่วยเหลือประเทศผ่าน 4 แนวทางนี้ เพราะวิกฤติโควิด-19 ถือว่ารุนแรงกว่าวิกฤติที่เคยเกิดขึ้นในอดีต
นายพัฒนา กล่าวว่า ในส่วนของกำลังผลิตไฟฟ้าสำรองที่เพิ่มขึ้นนั้น ถือว่าเป็นเรื่องปกติที่กำลังผลิตสำรองที่มีอยู่ในปัจจุบันจะเพิ่มขึ้น ตามยอดการใช้ไฟฟ้าที่ตกลงในช่วงของสถานการณ์โควิด ซึ่งปกติแล้วประเทศมีกำลังผลิตไฟฟ้าอยู่ที่ประมาณ 4 หมื่นเมกะวัตต์ มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดอยู่ที่ประมาณ 3 หมื่นเมกะวัตต์ และมีสำรองไฟฟ้าอยู่ที่ประมาณ 1 หมื่นเมกะวัตต์ ฉะนั้น ยอดการใช้ไฟฟ้าที่ตกลงก็จะทำให้ในส่วนของสำรองไฟฟ้าเพิ่มขึ้นแทน









