นักวิเคราะห์คาดหุ้นไทยเดือน พ.ค. ไม่หลุด 1,200 จุด ไม่กังวลโอกาสเกิด Sell in May มองปัจจัยหนุนจากการปลดล็อกดาวน์ ราคาน้ำมัน และการอัดฉีดสภาพคล่อง ขณะที่เกณฑ์อัพติ๊กช่วยลดแรงขายชอร์ตเซลล์
วลีที่ว่า Sell in May and go away หรือความเชื่อที่ว่าตลาดหุ้นในเดือน พ.ค. มักจะถูกเทขายออกมา จริง ๆ แล้วความเชื่อดังกล่าว เริ่มต้นมาจากกลุ่มพ่อค้าและนายธนาคารที่ประเทศอังกฤษ ซึ่งมักจะหลบฤดูร้อนออกไปใช้ชีวิตนอกลอนดอน และกลับมาทำธุรกิจกันอีกครั้งในเดือน ก.ย. ของทุกปี
สำหรับสถิติของความเชื่อดังกล่าวในตลาดหุ้นไทยตลอด 20 ปีที่ผ่านมา นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทรีนีตี้ ระบุว่า จากสถิติ 20 ปีที่ผ่านมา นับแต่ปี 2543 – 2562 พฤติกรรมของนักลงทุนต่างชาติในช่วงเดือน พ.ค. ของทุก ๆ ปี เป็นยอดขายสุทธิ 10 ครั้ง ขณะที่ดัชนี SET ช่วงเดือน พ.ค. ติดลบ 11 ครั้ง จากทั้งหมด 20 ครั้งที่ผ่านมา
“เพราะฉะนั้น จึงค่อนข้างฟันธงได้ยากว่าดัชนีเดือน พ.ค. จะออกมาติดลบหรือไม่ แต่ส่วนหนึ่งที่ค่อนข้างเห็นได้ชัดมากกว่าคือ เงินบาทที่อ่อนค่าในช่วงเดือน พ.ค. - มิ.ย. ของแต่ละปี สะท้อนว่านักลงทุนต่างชาติมักจะขนเงินปันผลที่ได้รับกลับออกไป โดย 20 ปีที่ผ่านมา เงินบาทอ่อนค่าในช่วงนี้ 13 ครั้ง แต่การขนเงินกลับก็ไม่ได้แปลว่าจะต้องขายหุ้นซ้ำเติมออกมาด้วย”
โดยภาพรวมเชื่อว่ามูลค่าหุ้นยังเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด หากมูลค่าสูงเกินไปในช่วงไหน ก็มีโอกาสจะเกิดแรงขายได้ในช่วงนั้น สำหรับสถานการณ์ปัจจุบัน แม้มูลค่าหุ้นไทยจะสูงเกินไปด้วยค่า P/E ล่วงหน้าในระดับ 17 เท่า เป็นระดับสูงสุดของปีอย่างต่อเนื่อง แต่สาเหตุสำคัญที่ทำให้ดัชนีไม่ปรับตัวลง เนื่องจากตลท.กำหนดให้นักลงทุนสามารถ Short selling ได้เฉพาะในราคาที่สูงกว่าราคาซื้อขายล่าสุด (uptick) ซึ่งเริ่มใช้ตั้งแต่กลางเดือน มี.ค. จนถึง 30 มิ.ย. นี้ แต่การลงทุนในไตรมาส 3 (หลังจากยกเลิกเกณฑ์ uptick) อาจต้องระวังมากขึ้น
นายภาดล วรรณรัตน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) มองว่า โอกาสที่จะเกิดการเทขายในเดือน พ.ค. (Sell in May) สำหรับปีนี้ ค่อนข้างจะน้อยกว่าปีอื่น ๆ จาก 5 ปัจจัยที่จะเข้ามาพยุงตลาดในช่วงถัดจากนี้ ได้แก่ 1.แรงหนุนจากการทยอยผ่อนปรนการ Lockdown 2.เม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจจากรัฐบาลเริ่มเข้าสู่ระบบ 3.ราคาน้ำมันมีโอกาสปรับตัวขึ้น หลัง OPEC+ เริ่มลดกำลังการผลิตตั้งแต่เดือน พ.ค. นี้ 4.การกู้เงินของรัฐบาลจากธนาคารพาณิชย์ในประเทศ ช่วยหนุนยอดสินเชื่อดีกว่าคาด และ 5.ธนาคารกลางญี่ปุ่นเตรียมอัดฉีดสภาพคล่องไม่จำกัด จากเดิมกำหนดไว้ 80 ล้านล้านเยน จะช่วยหนุนสภาพคล่องทั่วโลก
“จากปัจจัยหนุนเหล่านี้ ทำให้โอกาสของการเกิด Sell in May ในปีนี้ค่อนข้างจะน้อยกว่าปีอื่น ๆ สำหรับกรอบดัชนีในกรณี Base case ประเมินไว้ที่แนวรับ 1230 จุด และแนวต้าน 1300 จุด”
ด้านนายสุนทร ทองทิพย์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.กสิกรไทย มองว่า โดยภาพรวมหากดัชนีหุ้นไทยปรับเข้าใกล้ 1,300 จุด มีโอกาสที่หุ้นในกลุ่มค้าปลีก ขนส่งมวลชน และสายการบิน จะถูกเทขายทำกำไรออกมา หลังจากที่นักลงทุนเข้าเก็งกำไรในประเด็นของการปลดล็อกดาวน์ จนราคาปรับขึ้นมาต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าดัชนีหุ้นไทยในช่วงเดือน พ.ค. จะเป็นลักษณะแกว่งตัวออกข้าง ในกรอบ 1,219 - 1,292 จุด หากประเทศต่าง ๆ ไม่ได้ออกมาตรการคุมเข้มมากขึ้นอีกครั้ง เช่น การปิดเมืองรอบสอง แต่หากมีการคุมเข้มอีกครั้ง ประเมินแนวรับไว้ที่ 1,109 จุด ซึ่งจะเป็นโอกาสในการเข้าซื้อ
ส่วนนายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ บล.เอเซียพลัส ประเมินว่า ปีนี้มีโอกาสเกิดการ Sell in May จาก 3 สาเหตุหลัก ได้แก่ 1.เดือน พ.ค.เป็นช่วงประกาศงบไตรมาสแรก หากออกมาต่ำกว่าคาดมีโอกาสที่จะถูกเทขายได้ และตลาดยังคาดการณ์กันว่าจุดต่ำสุดน่าจะเป็นไตรมาสสอง 2.เดือน พ.ค. เป็นเดือนที่เม็ดเงินต่างชาติมักจะไหลออกจากหุ้นไทยมากที่สุดเฉลี่ยสูงถึง 1.65 หมื่นล้านบาท และ 3.นักลงทุนต่างชาติโยกเงินกลับประเทศบางส่วนหลังเทศกาลจ่ายปันผล และยังไร้แรงซื้อหนุนกลับเข้ามา









