วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

"Bank" Sector (24 เม.ย.63)

สรุปผลประกอบการ 1Q63

Event

สรุปผลประกอบการ 1Q63 ปรับลดน้ำหนักหุ้นกลุ่มธนาคารลงเหลือ Neutral และปรับลดประมาณการของ KKP และ BBL ลง

ผลประกอบการ 1Q63 ลดลงถึง 20% YoY

กำไรสุทธิรวมของ 8 ธนาคารหลักลดลง 20% YoY เนื่องจากมีการตั้งสำรองก้อนใหญ่ และมีผลขาดทุนจากการลงทุน ประเด็นสำคัญของการดำเนินงาน 1Q/63 1.) ความต้องการสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่เพิ่มทำให้สินเชื่อ KTB KBANK BBL ขยายตัว 2.) NIM ทุกธนาคารเพิ่มขึ้นประมาณ 0.3% เนื่องจากต้นทุนค่าประกันเงินฝากลดลงครึ่งหนึ่งเหลือ 0.23% และมีการใช้ดอกเบี้ย EIR กับสินเชื่อจดจำนอง และรายได้เพิ่มจากการตัดจำหน่ายค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับสินเชื่อ ได้ประโยชน์กับSCB TISCO และ BAY 3.)มี NPL เพิ่มมากในธนาคารที่พอร์ตสินเชื่อ SME สูงเช่น KBANK และ TMB

NPL เพิ่มขึ้นในระดับปานกลางในไตรมาส 1Q/63 แต่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีกในระยะต่อไป

จากการที่ ธปท. ผ่อนคลายเกณฑ์การจัดชั้น NPL โดยให้คงสถานะสินเชื่อที่ถูกกระทบจากสถานการณ์แพร่ระบาดของ COVID-19 ให้ยังคงอยู่ในสินเชื่อปกติ (stage 1) ทำให้ NPL ไม่ได้ปรับขึ้นเยอะ โดยเฉพาะ KKP ที่มีการเพิ่มสภาพคล่องไปให้กับลูกค้าที่ประสบปัญหา ในขณะที่ TISCO และ SCB ยังสามารถบริหารจัดการ NPL ให้ทรงตัวได้ และ NPL coverage ก็ยังเพิ่มขึ้นด้วย ส่วนแนวโน้ม NPL ของ KBANK และ TMB แย่ลงจากกลุ่ม SME ในขณะที่ NPL ของ KTB และ BBL เพิ่มขึ้นในระดับปานกลาง (figure 8) อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมี NPL เกิดใหม่เพิ่มขึ้นในระดับไม่สูงใน 1Q63 แต่ธนาคารส่วนใหญ่ก็
พูดตรงกันว่า NPL จะยังไม่สุดแค่นี้ และคาดว่าจะเกิด NPL ใหม่เพิ่มอีกใน 2Q63

... ทุกธนาคารกันสำรองเพิ่มอย่างหนัก

KBANK ได้เร่งตัดหนี้สูญ และขาย ที่ 1.6 หมื่นล้านบาท (2-3 เท่าจากปกติ) และ TMB ที่ 5.2 พันล้าน ทำให้ทั้งสองธนาคารจึงเพิ่มการตั้งสำรองฯเป็น 2 เท่าจากปกติ ในขณะที่ KTB ก็เพิ่มเป็น 160bps (จากเป้าที่ 130bps) TISCO ก็เพิ่มเป็น 175bps (จากระดับปกติที่ 80bps) เพื่อรองรับ NPL ที่อาจจะเกิดขึ้นใน 2Q63 แต่อย่างไรก็ตาม BBL ยังคงกำหนดคชจ.สำรองฯ/สินเชื่อ (credit cost) เอาไว้เพียง 96bps (จากเป้าที่ 70bps) อย่างไรก็ตาม แม้ว่าธนาคารต่าง ๆ จะกันสำรองหนี้เสียเพิ่มขึ้นอย่างมาก แต่สัดส่วน NPL coverage ก็ยังลดลงเกือบทุกธนาคาร โดยเฉพาะ KBANK และ TMB มีเพียง TISCO เท่านั้นที่ NPL coverage เพิ่มขึ้นจนเกือบถึง 200% (จากเดิมที่ 177%) และ SCB ที่เพิ่มขึ้นเป็น 140% (จากเดิมที่ 134%)

เงินกองทุนลดมากจากขาดทุนเงินลงทุน กำลังเพิ่มปัจจัยเสี่ยงตัวใหม่

การที่ทั้งตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรเกิดปรับตัวลดลงรุนแรงทำให้ KBANK และ BBL และ KKP มีผลขาดทุนจากการลงทุนหนักที่สุดในกลุ่ม โดย KBANK บันทึกผลขาดทุนจากการลงทุนที่ยังไม่รับรู้ตามราคาตลาดประมาณ 17 พันล้านบาท (ส่วนใหญ่มากหุ้นทุนจากบ.เมืองไทยประกันชีวิต) ในขณะที่ BBL
ก็บันทึกผลขาดทุนตามราคาตลาดประมาณ 23.6 พันลบ. ซึ่งผลขาดทุนอย่างหนักดังกล่าวทำใหเงินกองทุนขั้นที่ 1 ของ KBANK ลดลงเหลือแค่ 15% (จาก 16% ใน 4Q62) และของ BBL เหลือแค่ 15.7% จาก 17.1% for BBL แม้จะไม่ได้มีผลขาดทุนอย่างมีนัยสำคัญก็ตาม ส่วนผลขาดทุนของ KKP ฉุด
ให้ Tier I ลดลงเป็น 12.5% ซึ่งจะกระทบกับศักยภาพการจ่ายเงินปันผลในอนาคต

Risks

ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน NPL และยอดกันสำรองเพิ่มขึ้น ในขณะที่รายได้ค่าธรรมเนียมลดลง