วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เปิดโผ'หุ้นเด่น' รับอานิสงส์น้ำมันดิ่ง ‘อีพีจี’หวังพ้นจุดต่ำสุด

นักวิเคราะห์เผยหุ้นรับอานิสงส์น้ำมันต่ำ ‘ทาสโก้ - อีพีจี - ศรีตรัง’ กอดคอวิ่ง ด้านผู้บริหารอีพีจีหวังธุรกิจผ่านจุดต่ำสุดแล้ว ชี้น้ำมันถูกช่วยหนุนอัตรากำไร ขณะที่ความต้องการใช้สินค้าในประเทศเริ่มดีขึ้น

นายจักรพงศ์ เชวงศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.กสิกรไทย เปิดเผยว่า โดยหลักแล้วหุ้นที่ได้รับผลกระทบเชิงบวกจากการที่ราคาน้ำมันปรับตัวลงคือธุรกิจซึ่งใช้น้ำมันเป็นวัตถุดิบ อาทิ บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) บมจ.อินโดรามา เวนเจอร์ (IVL) หรือ บมจ.อีสเทิร์นโพลีเมอร์ กรุ๊ป (EPG) นอกจากนี้ยังรวมถึงธุรกิจโรงกลั่นที่อาจจะได้รับประโยชน์อยู่บ้าง เพราะค่าใช้จ่ายเชื้อเพลิงลดลง แต่ด้วยอุปสงค์ทั่วโลกที่อ่อนแอลง ทำให้ผลบวกที่ได้รับไม่มากนัก

“ราคาน้ำมันที่ลดลงมารอบนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา ผลบวกที่จะเกิดขึ้นก็จะทยอยรับรู้ในช่วง 1-2 เดือน หลังจากนั้น เพราะในช่วงแรกบริษัทอาจจะยังมีสต๊อกน้ำมันเดิมที่ราคาสูงอยู่”

นายภวัฒน์ วิทูรปกรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร EPG เปิดเผยว่า ต้นทุนราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลงมาจะส่งผลบวกต่อบริษัท เนื่องจากต้นทุนปิโตรเคมีซึ่งเป็นหนึ่งในต้นทุนหลักของบริษัทจะมีราคาลดต่ำลงมาด้วย อย่างไรก็ตามผลบวกที่เกิดขึ้นจะทยอยรับรู้เข้ามาในอีก 1 - 2 เดือนข้างหน้า เพราะเดิมทีบริษัทยังมีสต๊อกวัตถุดิบค้างอยู่

“ในช่วงที่ความต้องการสินค้าลดลงในบางธุรกิจย่อย ต้นทุนที่ต่ำลงก็จะเข้ามาช่วยให้สถานการณ์โดยรวมดีขึ้น สำหรับสถานการณ์โดยภาพรวมคาดหวังว่าจะผ่านจุดต่ำสุดของบริษัทไปแล้ว โดยเฉพาะธุรกิจในประเทศซึ่งคิดเป็น 40% ของรายได้รวม เริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัว โดยเฉพาะธุรกิจบรรจุภัณฑ์ สำหรับราคาน้ำมันดิบที่ลดลงมานี้จะช่วยให้อัตรากำไรของบริษัทดีขึ้นในระยะถัดไป”

ด้านบล.กรุงศรี ระบุว่า EPG ได้อานิสงส์จากราคาน้ำมันดิบขาลง ซึ่งจะกดดันราคาต้นทุนเม็ดพลาสติกให้ปรับตัวลงตาม หนุนอัตรากำไรของบริษัทเพิ่มขึ้น ด้านผลกำไรไตรมาส 4 (เดือน ม.ค. - มี.ค. 2563) คาดว่าจะยังทรงตัวเหนือระดับ 200 ล้านบาท โดยได้แรงหนุนจากกำไรที่แข็งแกร่งของธุรกิจ Aeroflex และ Aeroklas ซึ่งได้ผลบวกโดยตรงจากค่าเงินบาทที่อ่อนค่าเพราะกว่า 60% ของทั้งสองธุรกิจมีรายได้จากต่างประเทศ

ขณะที่ บมจ.ทิปโก้แอสฟัลท์ (TASCO) ซึ่งเป็นผู้ผลิตยางมะตอย เป็นอีกหนึ่งบริษัทที่ได้รับอานิสงส์จากราคาน้ำมันที่ลดลง โดย บล.คันทรี่ กรุ๊ป ระบุว่า โดยภาพรวมได้ปรับประมาณการกำไรสุทธิลง 23% สู่ระดับ 2.5 พันล้านบาท ตามยอดขายที่ลดลงในจีนและมาเลเซีย โดยคาดยอดขายทั้งปีจะอยู่ราว 2.05 ล้านตัน จากเดิม 2.2 ล้านตัน ต่ำกว่าเป้าหมายของผู้บริหารที่ 2.1 - 2.2 ล้านตัน และยอดขายปีที่แล้วที่ 2.27 ล้านตัน อย่างไรก็ตามคาดยอดขายในไตรมาส 2 ปี 2563 มีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นโดยเฉพาะจากจีน ประกอบกับจะได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันดิบปรับตัวลง ทำให้ต้นทุนลดลง