วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

กลยุทธ์การลงทุน (13 เม.ย.63)

มองข้ามปัจจัยพื้นฐานปี 2563 ไปสู่ปี 2564

มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมูลค่าสูงเกินคาด และจำนวนผู้ติดเชื้อ Covid-19 ที่เริ่มชะลอ ส่งผลให้ตลาดหุ้นฟื้นในช่วงที่ผ่านมา

หลังจากที่ตลาดหุ้นไทยผ่านจุดต่ำสุดของรอบที่แล้วเมื่อวันที่ 23 มีนาคม ดัชนี SET ก็ฟื้นตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งเกินกว่าที่เราคาดไว้ โดยขยับขึ้นมาถึง 20% จากระดับปิดต่ำสุด เมื่อเรามองย้อนกลับไปที่สภาวะของตลาดหุ้นโลกและตลาดหุ้นไทย รวมถึงปัจจัยหลักๆ ทั้งหมด ก็ได้ข้อสรุปว่ามีสองเหตุผลด้วยกันที่ทำให้หุ้นวิ่งกลับขึ้นมาแรงเกินคาด เหตุผลแรกก็คือการออกมาตรการกระตุ้นทั้งด้านการเงินและการคลังของทั้งโลกซึ่งมีมูลค่าสูงเกินคาด และการที่จำนวนผู้ติดเชื้อ Covid-19 ชะลอลงเร็วกว่าที่ตลาดคาดการณ์เล็กน้อย เรามองว่าเหตุผลสองข้อนี้จะช่วยหนุนให้นักลงทุนกล้าปรับมาใช้มูลค่าเหมาะสมของหุ้นไทยปี 2564 เร็วกว่าในภาวะตลาดปกติ ทั้งนี้ในภาวะปกติ ฝ่ายวิเคราะห์จะปรับไปใช้มูลค่าปี 2564 ในช่วงครึ่งหลังของปี 2563

แม้ว่าจะมีแพคเก็จกระตุ้นเศรษฐกิจทั่วโลก แต่การบริโภคและการท่องเที่ยวของไทยที่ตกหนักจาก Covid-19 ชี้ว่า GDP ปี 2563 จะถดถอยหนัก

ถึงแม้ว่าเราจะเห็นสัญญาณบางอย่างที่ชี้ว่าตลาดสามารถฟื้นตัวได้ดีในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่าน ๆ มา แต่เราก็ยังมองว่าหุ้นใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคและการท่องเที่ยวของไทยจะส่งผลกระทบอย่างมากต่อ GDP ของไทย ซึ่งในบทวิเคราะห์ของนักเศรษฐศาสตร์ KGI ที่เผยแพร่ในวันนี้ เราได้ปรับลดประมาณการ GDP ปี 2563 เป็นติดลบที่ -8.4% โดยอิงจากสมมติฐานสำคัญว่า i) สถานการณ์การติดเชื้อ Covid-19ในประเทศไทยจะถึงจุดสูงสุดในช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน แต่การฟื้นตัวใน 2H63 จะเป็นไปอย่างช้า ๆ ค่อยเป็นค่อยไป โดยจะเป็นการฟื้นตัวในแบบ U-curve ซึ่งลากต่อไปถึง 4Q63 ii) จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2563 จะลดลงจากปี 2562 ถึง 70% ซึ่งต่ำกว่าสมมติฐานนักท่องเที่ยวต่างชาติของ ธปท. เล็กน้อย และ iii) ประมาณการ GDP ในกรณีฐานของเราที่ -8.4% ได้รวมผลของมาตรการกระตุ้นการบริโภคมูลค่า 1.0 ล้านล้านบาท จากแพคเก็จกระตุ้นเศรษฐกิจมูลค่า 1.9 ล้านล้านบาทไว้แล้ว

การรีบขยับไปใช้ราคาเป้าเหมาะสมปี 2564 เป็นสิ่งที่เหมาะสมกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และมุมมองของเราว่าเศรษฐกิจจะเติบโตอย่างแข็งแกร่งในปีหน้า โดยเราตั้งเป้าดัชนี SET ไว้ที่ 1,370 จุด

หลังจากที่เราปรับลดประมาณการ GDP ปีนี้ลงอย่างมีนัยสำคัญ เราก็ทำการปรับประมาณการ EPS แบบ top-down จากการทำ regression ระหว่าง GDP และ EPS ที่ 65.0 โดยเราได้ปรับแบบจำลองของเราเพื่อประเมิน PER ที่เหมาะสมของตลาดด้วยการรวมมาตรการซื้อสินทรัพย์ของ Fed และ ECB เข้ามาด้วย ซึ่งทำให้ได้ PER เหมาะสมปี 2563 ที่ 17.6x และได้ดัชนีเป้ าหมายปี 2563 ที่ 1,140 จุด สำหรับปี 2564 เรามองว่าทั้ง GDP และกำไรของบริษัทจดทะเบียนจะฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง โดยเราคาดว่า GDP จะโตถึง 8% และ เมื่อประเมิน EPS แบบ top-down จะโตถึง 20% ซึ่งทำให้ EPS ปี 2564 อยู่ที่ 78.0 และเป้าดัชนีSET อยู่ที่ 1,370 จุด เรามองดัชนี SET ในสภาวะตลาดปัจจุบันน่าจะขยับไปอยู่ที่ระดับเหมาะสมของปี 2564 เร็วกว่าปกติเพราะมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งของไทยและของโลกมีขนาดใหญ่กว่าที่คาดไว้ในขณะที่การติดเชื้อ Covid-19 ก็ดูนิ่งๆ มากกว่าเดิม ดังนั้นเราจึงเชื่อว่าดัชนี SET ในช่วงปลายปี 2563 จะสะท้อนมูลค่าเหมาะสมปี 2564 และเราประเมินเป้ าดัชนีปี 2563 ที่ 1,370 จุด

หลังจากที่หุ้นวิ่งขึ้นมาแรงรอบนี้ เรามองว่าตลาดในระยะต่อไปจะยังคงผันผวน แต่นักลงทุนน่าจะยังคงเข้าลงทุนต่อไปเพื่อรอการฟื้นตัวในระยะกลางของเศรษฐกิจมหภาคและตลาด เรายังคงพอใจกับหุ้นเด่นเชิงกลยุทธ์ที่เราเลือกไว้สำหรับไตรมาส 2/2563 ซึ่งอิงจากประเด็นต่อไปนี้ i) การฟื้นตัวของการ
ท่องเที่ยวไทยในครึ่งหลังของปี แม้ว่าจะเป็นการฟื้นแบบช้า ๆ และค่อยเป็นค่อยไป ii) หุ้นที่โยงกับเศรษฐกิจจีน และการกลับมาเพิ่มสต็อกในภาคการผลิต iii) หุ้นเสี่ยงต่ำที่มีแนวโน้มกำไรชัดเจน และ iv) หุ้นที่เทรดที่ valuations ต่ำมากๆ โดยหุ้นเด่นที่เราเลือกไว้ได้แก่ AOT*, HANA*, BAM, EGCO* และ
BBL* นอกจากนี้ เรายังเพิ่ม CPALL* และ CPF* เข้ามาในหุ้นแนะนำของเรา เพราะคาดว่า CPALL จะได้ประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นของรัฐบาลและ CPF* จะได้อานิสงส์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน