“ดร.โกร่ง””ค้านธปท.พิมพ์เงินตั้งกองทุนรับซื้อหุ้นกู้บริษัทเอกชน ชี้ขัดทั้งหลักการและกฎหมาย หวั่นซ้ำรอยอดีตที่เคยค้ำประกันเงินกู้บริษัทเอกชน ทำให้รัฐบาลต้องตั้งงบชำระนานถึง 10 ปี
นายวีระพงษ์ รามางกูร อดีตรองนายกรัฐมนตรีกล่าวในรายการเจาะลึกทั่วไทยอินไซค์ไทยแลนด์เช้าวันนี้(13เม.ย.)ว่า ปัญหาการแพร่ระบาดไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่(โควิด-19)มีความรุนแรงมาก นอกจากกระทบภาคเศรษฐกิจที่แท้จริงทำให้ธุรกิจต้องปิดกิจการต้องไล่คนออก ซึ่งด้านการคลังก็มีมาตรการช่วยเหลือ ซึ่งโชคดีที่หนี้สาธารณยังต่ำแค่41% ของจีดีพีถ้าจะใช้เงินกู้อีกล้านล้านบาทยังรับได้ถ้าถึง60%ก็ยังรับได้
ส่วนอีกด้านหนึ่งวิกฤตการครั้งนี้อาจกระทบต่อตลาดทุนและตลาดเงินก็มีมาตรการการเงินเข้ามาช่วยเหลือ ซึ่งก่อนหน้านี้เราก็มีมาตรการมาช่วยเหลือแต่ว่าประเทศไทยนั้น ถ้าจะช่วยการเงินจะช่วยผ่านสถาบันการเงินที่อยู่ภายใต้การกำกับธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)ซึ่งก็คือธนาคารพาณิชย์ซึ่งอาจจะเอื้อเฟื้อไปถึงสถาบันการเงินที่เป็นของรัฐบาลเช่นธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.)ก็พอรับได้ แต่ว่าจะเอาไปพยุงบริษัทเอกชนธรรมดาที่ออกตราสารหนี้ไว้ ตนเห็นว่าธปท.ไม่ควรทำ ควรจะทำผ่านสถาบันการเงินเอกชนจะดีกว่า
ทั้งนี้ เพราะว่าธปท.โดยหลักการแล้วควรเป็นแหล่งดันเงินแหล่งสุดท้ายของธนาคารพาณิชย์จะขยายไปถึงธนาคารรัฐก็รับได้ แต่ถ้าจะขยายไปถึงบริษัทเอกชนมันจะขัดกับกฎหมายและหลักการ เพราะเมื่อก่อนสาเหตุที่มีกฎหมายห้ามเพราะครั้งหนึ่งสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ อดีตนายกรัฐมนตรีให้คลังไปค้ำประกันหนี้ให้บริษัทเอกชนชื่อบูรพาสากล 600 ล้านบาท ขณะที่ งบประมาณแผ่นดินมีเพียง 6 พันล้านบาทเท่านั้น และบริษัทนั้นล้ม คลังต้องค้ำประกันหนี้บริษัทดังกล่าวที่เป็นของนักการเมืองเป็นนายกรัฐมนตรีสมัยโน้น แล้วรัฐบาลต้องตั้งงบประมาณใช้หนี้ให้กับเจ้าหนี้บริษัทดังกล่าวถึง 10 ปี
"เลยเป็นต้นเหตุที่บรรพบุรุษด้านการเงินของเรา คือ อ.ป๋วย อึ้งภากรณ์ ผลักดันออกกฎหมายห้ามไม่ให้รัฐบาลไปค้ำประกันหนี้บริษัทเอกชนและออกกฎหมายไม่ให้ธปท.และคลังไปค้ำประกันหนี้เอกชนด้วย เป็นเหตุที่เราไม่ให้ธปท.ถูกกดดันให้มาช่วยเหลือบริษัทเอกชนที่มีปัญหา ถ้าจะช่วยเหลือควรช่วยผ่านสถาบันการเงินที่อยู่ภายใต้การดูแลธปท."
เขากล่าวด้วยว่า ขณะนี้เข้าใจว่าเหตุการณ์รุนแรงสาหัสมากอาจกระทบกระเทือนต่อตลาดตราสารหนี้เอกชนอาจรวมพันธบัตรรัฐบาลและตลาดหุ้นด้วย ฉะนั้น ความจำเป็นที่ให้ธปท.พิมพ์เงินใหม่ขึ้นมาที่จะต้องเข้มงวดมีวินัยอย่างมาก เพราะว่าตนได้รับมอบหมายให้พิมพ์เงินได้ ซึ่งธปท.ก็สามารถทำผ่านสถาบันการเงินได้ แม้ว่า ครั้งนี้จะเป็นครั้งแรกที่ออกมาช่วยบริษัทที่ตนไม่สามารถตรวจสอบหรือควบคุมอะไรได้เลย
ทั้งนี้ แม้ว่า กระบวนการดูแลจะมีการตั้งกองทุนพยุงตราสารหนี้ มีคณะกรรมการมีมาตรฐานมาดูแล ผมเข้าใจเรื่องนี้ แต่กองทุนนี้เจ้าของก็คือธปท.เงินก็มาจากการพิมพ์เงินไม่ต่างอะไรกัน ฉะนั้น กองทุนนี้ไม่ได้ระดมทุนมาจากประชาชนหรือรัฐบาล แต่เป็นเงินธปท.
“ผมเข้าใจว่า จะมีการตั้งกองทุนอย่างโปร่งใส ไม่มีการวิ่งเต้น แต่พูดหลักการ คือ ธปท.ไม่ควรกระทำ ผมไม่คิดว่าธปท.จะไม่โปร่งใส แต่จะเปิดช่องให้มีการกดดันทางการเมือง เมื่อบริษัทใหญ่ๆที่มีคอนเน็กชั่นทางการเมืองทั้งสิ้น เหมือนบูรพาสากลสมัยก่อน ฉะนั้น เพื่อเป็นกำแพงป้องกันให้ธปท.การกดดัน ก็ควรทำผ่านสถาบันการเงิน”
กรณีมีการแย้งว่าแม้ให้ธปท.ทำผ่านสถาบันการเงินก็มีค่าเท่ากัน เขากล่าวว่า ธนาคารพาณิชย์อยู่ภายใต้การกำกับ 2 หน่วยงาน คือ ธปท.และตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งมีโทษรุนแรง ฉะนั้น ถ้าตลาดหลักทรัพย์โปร่งใสช่วยธปท.ตรวจสอบจะทำให้มั่นคงยิ่งขึ้น การที่ธปท.ไปทำโดยตรง ทางตลาดหลักทรัพย์อาจจะปล่อยเลยก็ได้
ส่วนที่บอกว่าการเข้าไปซื้อหุ้นกู้เอกชนจะซื้อจากบริษัทที่มีความมั่นคงเท่านั้น เขากล่าวว่า ผมไม่คิดว่า จะมีการเลือกปฎิบัติหรือไม่และจะเปิดช่องการเมืองให้การเมืองชี้นำหรือไม่ แต่ป้องกันไว้ก่อน
ทั้งนี้ ขอฝากว่า ตลาดตราสารหนี้เป็นตลาดที่มีความสำคัญมากพอกับตลาดเงิน ซึ่งตอนนี้มีขนาดใหญ่โตเท่าๆกัน ถ้าเป็นอะไรไปจะสร้างความเสียหายให้ประเทศชาติแต่ไม่จำเป็นต้องเสียหลักการ สามารถที่จะทำได้โดยคงไว้ซึ่งหลักการซึ่งบรรพบุรุษเขียนกฎกมายไว้ชัดเจนแล้วอย่าไปแก้เลย









