วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

นายกฯ ระดมเอกชนกู้วิกฤติ 'โควิด' ดึง 8 สภาธุรกิจร่วมฟื้นเศรษฐกิจ

นายกฯ ตั้งคณะที่ปรึกษาภาคเอกชน ร่วมแก้โควิด-19 ถกนัดแรก 13 เม.ย.นี้ ฟังความเห็นใช้เงินกู้ 1 ล้านล้านบาท ‘เฟทโก้’ เสนอทำแผนเตรียมยกเลิกปิดเมือง สทท.ชงรัฐช่วยแรงงานท่องเที่ยว 13 สาขาอาชีพ ส.อ.ท.แนะปลดล็อกสินเชื่อเอสเอ็มอี

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้แต่งตั้งคณะที่ปรึกษาด้านธุรกิจภาคเอกชนในศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดต่อเชื้อไวรัสโคโรนา (2019) หรือ “โควิด-19” เพื่อทำหน้าที่ให้คำปรึกษา ข้อเสนอแนะ การป้องกัน และแก้ปัญหาของภาคธุรกิจเอกชนที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19

คณะที่ปรึกษาด้านธุรกิจภาคเอกชนฯ มีนายทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เป็นประธาน โดยองค์ประกอบคณะที่ปรึกษาฯ มีผู้แทนภาครัฐ เช่น ผู้อำนวยการเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) 

และผู้แทนภาคเอกชน 8 ราย คือ 1.ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย 2.ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) 3.ประธานสมาคมธนาคารไทย

4.ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย 5.ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย 6.ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.)

7.ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ 8.ประธานสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย

นายทศพร กล่าวว่า การประชุมนัดแรกจะมีขึ้นวันที่ 13 เม.ย.นี้ โดยนายกรัฐมนตรีต้องการทราบความเห็นภาคเอกชน คือ 1.มาตรการที่ออกมาและข้อเสนอแนะการใช้วงเงินตามพ.ร.ก.เงินกู้ 1 ล้านล้านบาทให้เกิดประโยชน์สูงสุด 2.ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับมาตรการทางเศรษฐกิจเพิ่มเติมช่วงควบคุมระบาดและการเตรียมฟื้นฟูเศรษฐกิจช่วงต่อไป

“สศช.จะประชุมกับภาคเอกชนทุก 1-2 สัปดาห์ เพื่อติดตามสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและข้อเสนอจากเอกชนเพื่อเสนอนายกรัฐมนตรี”

นายดนุชา พิชยนันท์ รองเลขาธิการสศช.ในฐานะโฆษก สศช.กล่าวว่า รัฐบาลต้องการข้อมูลทุกด้านรับมือโควิด-19 โดยแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ 1.ระยะสั้น จะหารือปรับปรุงมาตรการสินเชื่อเอสเอ็มอี ซึ่งอาจปรับเกณฑ์ให้รายย่อยเข้าถึงสินเชื่อง่ายขึ้นหรือปรับวิธีการช่วยเหลือให้เข้าเป้ามากขึ้น 2.ระยะยาวจะฟังข้อเสนอเอกชนถึงการฟื้นฟูธุรกิจหลังจากโควิด-19 คลี่คลาย

“ยังไม่ชัดเจนว่าโควิด-19 จะสิ้นสุดเมื่อไหร่ ดังนั้นรัฐบาลจึงทำงานลำพังไม่ได้ เพราะรัฐบาลต้องการออกมาตรการทางเศรษฐกิจที่ตอบโจทย์ภาคเอกชนและประชาชนมากขึ้น”

158652542629

ส.อ.ท.หนุนปล็ดล็อกสินเชื่อ

นายสุพันธ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ส.อ.ท.จะนำเสนอเพิ่มเติม คือ ด้านโลจิสติกส์ที่ต้องการให้นายกรัฐมนตรี ประกาศให้เป็นมาตรฐานเดียวกันว่าต้องการใช้หนังสือรับรองใดในการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่แต่ละจุด เช่น ใบแสดงสินค้า ใบส่งสินค้า ใบแสดงการรับรองจากกรมประมงสำหรับสินค้าประมง ซึ่งที่ผ่านมามีปัญหาแต่ละจุดตรวจสอบหรือแต่ละจังหวัดต้องการเอกสารต่างกัน ซึ่งจะมีการล็อกดาวน์เพิ่มขึ้นทำให้เอกชนกังวลว่าจะทำให้ระบบโลจิสติกส์มีปัญหามากขึ้น

นายสุพันธ์ กล่าวว่า ต้องการให้รัฐบาลแก้ปัญหาการเข้าถึงมาตรการสินเชื่อของเอสเอ็มอี โดยถ้ายังใช้มาตรฐานแบบเดิมของธนาคารพาณิชย์จะทำให้เอสเอ็มอีบางส่วนมีปัญหา โดยรัฐบาลควรมีมาตรการเพิ่มเติม เช่น การเพิ่มการค้ำประกันของ บสย. รวมทั้งต้องการให้รัฐบาลปรับเปลี่ยนเรื่องใบอนุญาตทุกชนิดที่เอกชนต้องขอจากรัฐบาลให้เป็นระบบออนไลน์ทั้งหมด

‘เฟทโก้’เสนอทำแผนยกเลิกปิดเมือง

นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เปิดเผยว่า เตรียมแผน “Exit Strategy” หรือกลยุทธ์การออกจากมาตรการปิดเมือง (Lock-down) ล่วงหน้าเพื่อไม่ให้สับสนเหมือนช่วงแรกของการ Lock-down 

“รัฐบาลต้องเริ่มวางแผนว่าจะกลับไปเปิดเศรษฐกิจ (Open up the economy) ธุรกิจไหนควรเปิดดำเนินการก่อน ธุรกิจไหนควรเปิดทีหลัง เพราะมีความเสี่ยงโควิด-19 จะกลับมาระบาดอีก และศึกษาแนวทางของจีนและเกาหลีใต้ที่ยกเลิกปิดเมืองแล้ว”

ทั้งนี้ปัจจัยเสี่ยงที่น่ากลัวที่สุด คือการระบาดรอบ 2-3 ซึ่งโจทย์สำคัญของ Exit Strategy คือไม่ให้ระบาดอีกเพราะการต้องกลับไป Lock-down อีก จะสร้างความเสียหายมหาศาลต่อเศรษฐกิจ และภาครัฐไม่น่าจะเหลือ Policy Space มากพอที่จะช่วยประคองเศรษฐกิจไปเรื่อยๆ

“ภาคตลาดทุนไม่เสนอใช้มาตรการเพิ่ม เพราะปัจจุบันดัชนีตลาดหุ้นไทยเริ่มนิ่งแล้ว ส่วนมาตรการเศรษฐกิจออกมาพอสมควรแล้ว ตอนนี้ต้องรอดูผลก่อน”

ชงรัฐช่วยแรงงานท่องเที่ยว

นายชัยรัตน์ ไตรรัตนจรัสพร ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) กล่าวว่า จะเสนอเร่งการช่วยเหลือแรงงานภาคท่องเที่ยวครอบคลุม 13 สาขาอาชีพที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นแรงงานกลุ่มแรกๆ ที่ได้รับผลกระทบจากโรคโควิด-19 ด้วยการจ่ายเงินชดเชยกรณีว่างงานจากกองทุนประกันสังคมตามหลักเกณฑ์ที่รัฐบาลกำหนด

นอกจากนี้เตรียมให้รัฐบาลติดตามผลลัพธ์มาตรการช่วยเหลือทางการเงินที่ออกมาก่อนหน้านี้ ว่าเริ่มเห็นผลจริงหรือไม่ โดยเฉพาะสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟท์โลน) แก่ผู้ประกอบการท่องเที่ยวของธนาคารออมสิน 10,000 ล้านบาท เพราะติดขัดเรื่องหลักเกณฑ์การปล่อยกู้ ล่าสุด สทท.หารือกับตัวแทนธนาคารออมสิน และธนาคารออมสินรับทราบหลักการที่ สทท.ต้องการ เพื่อปรับเงื่อนไข ผ่อนปรนเรื่องหลักเกณฑ์ให้ผู้ประกอบการเข้าถึงสินเชื่อได้จริง

พร้อมกันนี้ สทท.ขอหารือเกี่ยวกับแนวทางการฟื้นฟูอุตสาหกรรมท่องเที่ยวหลังควบคุมหรือยุติการระบาดได้ โดยต้องการให้รัฐบาลส่งเสริมและกระตุ้นตลาดไทยเที่ยวไทย เพื่อให้ภาคธุรกิจท่องเที่ยวประคองตัวได้อย่างน้อยช่วงครึ่งปีหลัง