ธนาคารส่งต่อผลบวกการค่าประกันเงินไปให้ลูกหนี้ด้วยการลดดอกเบี้ย
Event
อัพเดตแนวโน้มกลุ่มธนาคาร
lmpact
KBANK และ SCB ลดดอกเบี้ย MLR ลง 40bps เหนือความคาดหมาย
หลังจากที่ธนาคารต่าง ๆ ลดดอกเบี้ยไปเมื่อต้นปี 2563 KBANK และ SCB กลับมาขยับอีกครั้งด้วยการลดอัตราดอกเบี้ย MLR ตัวเดียวลงถึง 40 bps หลังจากที่ ธปท. ผ่อนคลายนโยบายการเงินด้วยการลดค่าธรรมเนียมคุ้มครองเงินฝาก (DPA) ลงเหลือ 0.23% (จากเดิมที่ 0.46%) เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว โดย DPA
เป็นค่าใช้จ่ายที่ทุกธนาคารจะต้องจ่ายเพื่อประกันเงินฝากของลูกค้าที่จะได้รับเงินคืน ซึ่งคำนวณตามฐานเงินฝากของแต่ละธนาคาร โดยค่าใช้จ่ายที่ลดลงส่วนนี้คิดเป็นประมาณ 14-19% ของกำไรสุทธิของแต่ละธนาคาร (figure 1) ทั้งนี้ เนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจอยู่ในภาวะไม่ปกติ การที่ธปท.ลดเงินค่าประกัน
เงินฝากทำให้ส่งต่อผลบวกนี้ไปให้กับลูกหนี้ ด้วยการลดดอกเบี้ยเงินกู้ตาม ซึ่งหากธนาคารอื่น ๆ ปรับดอกเบี้ย MLR ตามก็จะทำให้ต้นทุนที่ธนาคารประหยัดลงได้หักล้างไปแทบจะพอดีกันกับผลของการลดอัตราดอกเบี้ย MLR
BBL จะได้รับผลกระทบด้านลบ แต่ TISCO จะได้ประโยชน์มากที่สุด
ตามปกติแล้ว MLR จะเป็นอัตราดอกเบี้ยที่ใช้อ้างอิงสำหรับสินเชื่อธุรกิจ และ SME ขนาดใหญ่ ดังนั้นสินเชื่อที่อิงกับ MLR จึงคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 50% ของสินเชื่อรวม โดยธนาคารที่มีสัดส่วนสูงที่สุด คือ BBL ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาจากการปรับลด DPA ลง 0.23% และปรับลด MLR ลง 0.4% เราคาดว่า BBL
แทบไม่เหลือรายได้เก็บไว้เลยจากการลด DPA ในขณะที่ TISCO จะได้ประโยชน์มากที่สุดเพราะบัญชีสินเชื่อที่อิงกับ MLR คิดเป็นสัดส่วนแค่ <20% ของสินเชื่อรวม
จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากลงด้วยไหม?
ตั้งแต่ธปท. ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในช่วงต้นปี 2563 ธนาคารส่วนใหญ่ก็ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝากตาม โดยเฉพาะ BBL ถึงแม้ที่ผ่านมาอัตราดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์จะยังไม่เปลี่ยนแปลง แต่หากอัตราดอกเบี้ยนโยบายยังมีแนวโน้มลดลงอีก ธนาคารต่าง ๆ อาจจะจะต้องปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ลงเพื่อรักษามาร์จิ้น
Valuation & Action
เท่าที่ผ่านมา ทั้งรัฐบาล และ ธปท. ก็ได้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนานใหญ่ออกมาเพื่อบรรเทาผลกระทบจากโรคระบาด โดยมีหลายมาตรการที่ส่งผลดีต่อธนาคาร ซึ่งเราคิดว่ามาตรการด้านบวกที่ออกมาช่วยคลายความกังวลและชะลอแรงเทขายหุ้นกลุ่มธนาคารไปได้บ้าง แต่อย่างไรก็ตาม ปัจจัยพื้นฐาน และคุณภาพสินทรัพย์ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ยังไม่แน่นอน ขึ้นกับระยะเวลาของเศรษฐกิจที่จะหยุดชะงัก ซึ่งหากภาคการผลิตยังต้องหยุดยาวยืดเยื้อไปจนหลัง 3Q63 ความเสี่ยงในประเด็นคุณภาพสินทรัพย์จะยังสูงต่อไป จากสถานการณ์ในปัจจุบัน เรายังคงชอบหุ้นปันผลอย่าง TISCO และ TCAP มากกว่าเพื่อน
Risks
NPL เกิดใหม่ >40% มีการผิดนัด หุ้นกู้ภาคเอกชน เกิดปัญหาขาดสภาพคล่อง และ GDP ติดลบเกิน 5%









