วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ผันผวนตามปัจจัย

ปัจจัยลบจากราคาน้ำมันดิบที่ทรุดตัวลงแรงราว 9% หลังผิดหวังกระแสข่าวโอเปคพลัสลดกำลังการผลิตลงเพียง 10 ล้านบาร์เรล/วัน ซึ่งเป็นลบต่อกลุ่มพลังงานและปิโตรฯ

ตลาดหุ้นวานนี้

SET วานนี้ปรับตัวขึ้นปิดที่ 1,210 จุด (+4.71 จุด) หรือ +0.39% ด้วย Volume ซื้อขาย 8.3 หมื่นล้านบาท ตามทิศทางเดียวกับตลาดหุ้นรอบบ้านที่ยังคงได้แรงหนุนจากยอดผู้ติดเชื้อไวรัส Covid-19 ในยุโรปและสหรัฐชะลอตัวลง รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในหลายประเทศ อย่างไรก็ตามมีแรงขายในช่วงท้ายตลาดเพื่อลดความเสี่ยงด้านสัญญาณเทคนิครวมถึงติดตามผลการประชุม Opec ทั้งนี้ส่วนใหญ่เป็นแรงซื้อในกลุ่ม Cons , Prop และ Fin ส่วนนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 3,065 ล้านบาท  แต่ซื้อสุทธิในตลาดพันธบัตร 146 ล้านบาท รวมถึง Net Long TFEX 11,738 สัญญา

แนวโน้มตลาดหุ้นวันนี้     

เรามีมุมมองเป็นกลางคาด SET แกว่งตัวในกรอบ 1,200 – 1,230 จุด โดยแม้ว่าภาวะตลาดจะได้ปัจจัยบวก FED ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่วงเงิน 2.3 ล้านล้านดอลลาร์ เพื่อรองรับผลกระทบ Covid-19 รวมถึงตัวเลขผู้ติดเชื้อไวรัส Covid-19 ในหลายประเทศรวมถึงไทยชะลอตัวลง อย่างไรก็ตามปัจจัยลบจากราคาน้ำมันดิบที่ทรุดตัวลงแรงราว 9% หลังผิดหวังกระแสข่าวโอเปกพลัสลดกำลังการผลิตลงเพียง 10 ล้านบาร์เรล/วัน ซึ่งเป็นลบต่อกลุ่มพลังงานและปิโตรฯ นอกจากนี้ตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกของสหรัฐพุ่งขึ้นมากกว่าคาดเป็น 6.6 ล้านราย รวมถึงตลาดหุ้นหลายประเทศจะปิดทำการในวันนี้เนื่องจากวัน Good Friday ซึ่งจะส่งผลให้ภาวะตลาดแกว่งตัวผันผวนได้

กลยุทธ์การลงทุน: Selective Buy

  • กลุ่มค้าปลีก (CRC, HMPRO, GLOBAL) และกลุ่มท่องเที่ยว โรงแรม (AOT, CENTEL, MINT, ERW) ได้อานิสงส์ยอดผู้ติดเชื้อ Covid-19 ชะลอตัวลง
  • กลุ่มที่ได้รับผลกระทบจาก Covid-19 ค่อนข้างน้อย ICT (ADVANC, INTUCH, DTAC) และกลุ่มอาหาร (CPF)
  • กลุ่มหุ้น Defensive ที่มี Dividend yield สูง (TTW, BCPG)

หุ้นแนะนำวันนี้

  • BCPG (ปิด 14 ซื้อ/เป้า 19.8) เป็นหุ้น Defensive ที่ Valuation ไม่แพงซื้อขายบน PE ต่ำเพียง 10 เท่าจ่ายปันผลสม่ำเสมอให้ Dividend yield ประมาณ 5-6% ต่อปี เทียบกับ PE เฉลี่ยของกลุ่มที่ 20-30 เท่าและ Dividend yield ประมาณ 2% นอกจากนี้ BCPG ยังมี Growth story จากจำนวน MW ที่เพิ่มขึ้น จากโครงการโรงไฟฟ้า Nam San 3A และ 3B ในเวียดนาม, โรงไฟฟ้าพลังงานลม Swan กำลังการผลิต 270MW ในลาว และโรงไฟฟ้า solar สี่แห่ง 75MW ในญี่ปุ่น
  • CPF (ปิด 25.5 ซื้อ/เป้า 30) คาดผลกำไรของ CPF ยังเติบโตอย่างแข็งแกร่งจาก 1) ราคาขายเนื้อสัตว์เพิ่มขึ้นทั้ง ไก่และหมูโดยเฉพาะในเวียดนามที่เผชิญกับภาวะหมูขาดแคลน 2) ต้นทุนอาหารสัตว์ลดลงโดยเฉพาะราคากากถั่วเหลือง 3) ปริมาณการส่งออกไปจีนเพิ่มขึ้น และ 4) ได้ประโยชน์ค่าเงินบาทอ่อนค่า

บทวิเคราะห์วันนี้

RS (ปิด 9.35 ปรับเป็นซื้อ/เป้า 11.1), SCC (ปิด 320 ถือ/เป้า 350)

ประเด็นสำคัญวันนี้

  • (+) เฟดประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มอีก 2.3 ล้านล้านเหรียญเพื่อเยียวยาภาคธุรกิจและแรงงานที่ได้รับผลกระทบจากไวรัส Covid-19: เมื่อคืนที่ผ่านมาเฟดประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมอีก 2.3 ล้านล้านเหรียญฯ นับเป็นมาตรการต่อเนื่องจากที่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงสู่ระดับ 0.25% และออกมาตรการ QE แบบไม่จำกัดวงเงินไปในช่วงเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา โดยมาตรการครั้งนี้เฟดเน้นช่วยเหลือด้านสาธารณสุข และภาคธุรกิจ รวมถึงภาคแรงานที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัส Covid-19 โดยจะมีวงเงินปล่อยสินเชื่อให้กับภาคธุรกิจและโครงการประกันรายได้ให้กับพนักงานสูงกว่า 6.5 แสนล้านเหรียญฯ ซึ่งมาตรการนี้ช่วยให้ตลาดคลายกังวลกับตลาดแรงงานที่กำลังอ่อนแอหลังจากที่วานนี้สหรัฐรายงานจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงานครั้งแรกเพิ่มขึ้นอีก 6.6 ล้านคน ในสัปดาห์ที่ผ่านมามากกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ 5.2 ล้านคนและนับเป็นการเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 3 (รวม 3 สัปดาห์ 16 ล้านราย)
  • (-) กลุ่มธุรกิจน้ำมัน - น้ำมันดิบ WTI ผันผวนหนักเมื่อคืนร่วงอีก 2.3$/bbl ผิดหวัง OPEC+ ลดกำลังการผลิตเพียง 10 ล้านบาร์เรล น้อยกว่าดีมานด์ที่ลดลง: ราคาน้ำมันดิบผันผวนแรงปรับขึ้นลงตามข้อมูลการปรับลดกำลังการผลิตที่รายงานออกมาในระหว่างการประชุมของกลุ่ม OPEC+ โดยช่วงแรกของการซื้อขายราคาน้ำมันดิบพุ่งแรงกว่า 3$/bbl (+13%) หลังมีรายงานว่ารัสเซียและซาอุฯบรรลุข้อตกลงที่จะลดกำลังการผลิตที่ระดับ 20 ล้านบาร์เรล อย่างไรก็ตามจากนั้นราคาน้ำมันดิบลดลงอย่างรุนแรงและลงไปปิดตลาดที่ระดับ 22.76$/bbl ลดลง 2.33$ หรือ 9.3% หลังจากมีรายงานสรุปว่ากลุ่ม OPEC+ บรรลุข้อตกลงที่จะลดกำลังการผลิตเพียง 10 ล้านบาร์เรลเท่านั้น ซึ่งถือว่าน้อยกว่าเมื่อเทียบกับดีมานด์ที่คาดว่าจะลดลงประมาณ 20-25 ล้านบาร์เรลในช่วงต้นไตรมาส 2 นอกจากนั้นมาตรการนี้จะดำเนินการเพียง 2 เดือนเท่านั้นคือ พ.ค.และ มิ.ย. ขณะที่ ก.ค.ถึง ธ.ค. จะลดกำลังการผลิตเป็น 8 ล้านบาร์เรล และจะลดลงเป็น 6 ล้านบาร์เรลในปีหน้า
  • (-) ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของไทยเดือน มี.ค.ร่วงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 21 ปี  6 เดือน คาดกระทบการจับจ่ายใช้สอย (C): ม.หอการค้ารายงานดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน มี.ค.ลดลงสู่ระดับ 50.3 ต่ำสุดในรอบ 21 ปี  6 เดือน เป็นผลจาก 1)มีการแพร่ระบาดของไวรัส Covid-19, 2) รัฐบาลประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน, ประกาศเคอร์ฟิวส์ และปิดโรงงานกระทบรายได้, 3) กังวลเศรษฐกิจถดถอยหลังแบงก์ชาติปรับลดคาดการณ์ GDP ปีนี้เป็น -5.3% จากเดิมคาดว่าจะเติบโต 2.8% และ 4) กังวลผลกระทบจากปัญหาภัยแล้งส่งผลให้รายได้ภาคเกษตรหดตัว เราคาดว่าความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ลดลงจะกดดันให้การจับจ่ายใช้สอยของประชาชนหดตัวลงอีก โดยเฉพาะการซื้อสินค้าที่มีมูลค่าสูง อาทิ บ้านและรถยนต์