นักเศรษฐศาสตร์ ประเมิน กนง. ส่อ “ลด” ดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมวันนี้ เพิ่มอีก 0.25% สู่ระดับ 0.50% แม้เพิ่งปรับลดฉุกเฉินลงเมื่อวันที่ 20 มี.ค.เหตุเศรษฐกิจบอบช้ำจากพิษ โควิด-19 มากกว่าคาด ชี้ดอกเบี้ยที่ลด ช่วยบรรเทาภาระให้กับประชาชนและภาคธุรกิจได้
วันนี้เวลา 14.00 น. ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) จะแถลงผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) ซึ่งตลาดเงินคาดการณ์ว่า กนง. จะตัดสินใจลดดอกเบี้ยนโยบายลงอีกครั้ง เพื่อบรรเทาภาระแก่ประชาชนและภาคธุรกิจ จากปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หรือ “โควิด-19” แม้ว่า กนง. เพิ่งจะตัดสินใจลดดอกเบี้ยนโยบายลงแบบ “ฉุกเฉิน” ไปเมื่อวันที่ 20 มี.ค.ที่ผ่านมา
โดยเมื่อวันที่ 20 มี.ค. กนง. ได้จัดประชุมนัดพิเศษและมีมติ “เอกฉันท์” ให้ลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% จากระดับ 1.00% สู่ระดับ 0.75% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในประวัติการณ์ โดย กนง. ให้เหตุผลการลดดอกเบี้ยนโยบายในครั้งนั้นว่า การแพร่ระบาดของ โควิด-19 ในระยะข้างหน้า มีแนวโน้มรุนแรงกว่าที่คาดการณ์ไว้เดิม รวมทั้งยังต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งกว่าจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ซึ่งจะส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจไทย ที่ประชุมจึงมีมติเอกฉันท์ให้ “ลด” ดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 0.25%
นอกจากนี้ที่ประชุมยังเห็นว่า การระบาดที่เกิดขึ้นสร้างความกังวลให้กับ “ตลาดเงิน” และ “ตลาดทุน” ทั่วโลก โดยที่ผ่านมาได้ส่งผลกระทบต่อ “สภาพคล่อง” และ “กลไก” การทำงานของตลาดเงินไทย แม้ว่าระบบการเงินไทยโดยรวมจะยังมีเสถียรภาพที่ดีก็ตาม ซึ่งที่ประชุมมีความเห็นว่า ดอกเบี้ยที่ลดลง จะช่วยลดภาระของลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบ และช่วยบรรเทาปัญหาสภาพคล่องในตลาดการเงินได้รวมทั้งยังช่วยสนับสนุนมาตรการการคลังของรัฐบาลที่ได้ออกมาและเตรียมจะออกมาเพิ่มเติมในระยะข้างหน้าด้วย
อย่างไรก็ตามในมุมของ “นักเศรษฐศาสตร์” และ “ตลาดการเงิน” ประเมินว่า แม้ กนง. จะลดดอกเบี้ยนโยบายลงแบบฉุกเฉิน 0.25% แต่ยังไม่เพียงพอในการดูแลเศรษฐกิจท่ามกลางสารพัดปัจจัยลบรุมเร้า จึงคาดการณ์ว่า การประชุมวันนี้(25มี.ค.) กนง. อาจตัดสินใจลดดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มอีก 0.25%
นายยรรยง ไทยเจริญ รองกรรมการผู้จัดการ ผู้บริหารสูงสุด ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและธุรกิจ(อีไอซี) ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า การที่ กนง. ลดดอกเบี้ยลงอีก 0.25% ถือว่าเป็นไปตามที่คาดการณ์เอาไว้ เพราะเศรษฐกิจไทยช่วงครึ่งปีแรกมีความเสี่ยงที่จะเข้าสู่ภาวะถดถอย
ส่วนสาเหตุที่ กนง. ต้องลดดอกเบี้ยลงแบบฉุกเฉิน คงเพราะ กนง. ต้องการเพิ่มสภาพคล่องในระบบและส่งสัญญาณเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับผู้ร่วมตลาดการเงิน ซึ่งในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมามีความผันผวนมาก ทั้งตลาดหุ้น และตลาดตราสารหนี้ที่ได้รับแรงกดดันจากการเทขายสินทรัพย์เสี่ยงเพื่อเปลี่ยนเป็นเงินสดและตราสารหนี้ระยะสั้น ทำให้อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และ สเปรดของหุ้นกู้ที่มีความเสี่ยงสูงปรับเพิ่มขึ้นมาก หลังจากที่ ธปท. ได้เข้าแทรกแซงผ่านการซื้อพันธบัตรรัฐบาลกว่าแสนล้านบาท เพื่อลดความผันผวนของตลาดการเงิน
นายยรรยง กล่าวด้วยว่า ภายใต้สถานการณ์วิกฤตเช่นนี้ นโยบายการเงินยังจะต้องเป็นเชิงรุก(ahead of the curve) รอบด้าน(Comprehensive) นอกกรอบ(unconventional) และสอดประสานกับนโยบายการคลัง จึงจะมีพลังเพียงพอในการต่อสู้กับปัญหาได้
“ช่วงเดือนที่ผ่านมาเราได้เห็น ธปท. ใช้นโยบายแนวทางนี้ สะท้อนจากการปรับกฏเกณฑ์การกำกับดูแลสถาบันการเงินให้ยืดหยุ่นขึ้น เพื่อสนับสนุนการพักหนี้และปรับโครงสร้างหนี้กับลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบ การผ่อนคลายกฏเกณฑ์ด้าน macroprudential เช่น LTV ในภาคอสังหาฯ และการเข้าแทรกแซงเพื่อดูแลความผันผวนของตลาดพันธบัตรรัฐบาล”
ทั้งนี้ มองไปข้างหน้า เชื่อว่า กนง. จะยังมีโอกาสลดดอกเบี้ยลงอีก 0.25% ไปอยู่ที่ 0.5% ซึ่งอาจเกิดขึ้นในการประชุม กนง. วันที่ 25 มี.ค.นี้เลย หรืออย่างช้าภายในไตรมาส 2 รวมทั้งระยะข้างหน้า อาจจะมีมาตรการเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการส่งผ่านนโยบายการเงิน เช่น การลดค่าธรรมเนียมกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน(FIDF) ที่เก็บจากฐานเงินฝากเป็นการชั่วคราว เพื่อลดภาระทางการเงินให้กับผู้ฝากเงิน และเพิ่มความยืดหยุ่นให้สถาบันการเงินในการปรับดอกเบี้ยเงินกู้ และการขยายวงเงินและปรับเงื่อนไขสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อให้สถาบันการเงินปล่อยให้กับธุรกิจ SME และครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบเพิ่มเติม จากที่วงเงินภาครัฐได้ทำผ่านธนาคารออมสินแล้ว ซึ่งจะเป็นการช่วยผ่อนคลายภาวะทางการเงินที่ตึงตัวเฉพาะจุดได้อย่างเพียงพอ ทั้งนี้มาตรการเหล่านี้อาจจะต้องหารือร่วมกับรัฐบาลเพื่อการออกกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง
นอกจากนี้ คาดว่า กนง. จะพิจารณามาตรการเพิ่มเติมเพื่อดูแลสภาพคล่องในตลาดการเงิน เช่น การกำหนดเกณฑ์เพื่อเข้าอัดฉีดสภาพคล่องในตลาดการเงินต่างๆ รวมทั้งมีการสื่อสารล่วงหน้าที่ชัดเจน เพื่อช่วยสร้างความมั่นใจให้กับผู้ร่วมตลาดและลดความเสี่ยงที่ปัญหาสภาพคล่องจะนำไปสู่ปัญหาเสถียรภาพของระบบการเงินได้









