งบดุลเดือนกุมภาพันธ์ 2563 – สัญญาณไม่ค่อยดี
Event
ประเด็นสำคัญที่น่าสนใจจากงบดุลธนาคารเดือนกุมภาพันธ์ 2563
lmpact
ธนาคารต่างๆ เทขายพอร์ตการลงทุนออกมาอย่างหนัก
ธนาคารทุกแห่งพากันเทขายพอร์ตการลงทุนออกมาอย่างหนักติดต่อกันเป็นเดือนที่สองทำให้พอร์ตการลงทุนลดลง -6% MoM และ -15% YTD โดยพอร์ตการลงทุนของ SCB ลดลงถึง -22% MoM และ -28%YTD ใกล้เคียงกับ BAY ที่ -21% MoM และ -24% YTD ถึงแม้ว่าแรงเทขายของ BBL และ KBANK จะแผ่วลงในเดือนกุมภาพันธ์ แต่ยอดขายสะสม YTD ก็ยังทำให้พอร์ตการลงทุนของทั้งสองธนาคารลดลง -17% YTD ในขณะที่ของ KTB ก็ลดลง -20% ส่วนของ KKP ลดลงมากที่สุดถึง -48% YTD การที่ธนาคารต่าง ๆ พากันเทขายพอร์ตการลงทุนออกมาคือเหตุผลสำคัญที่ทำให้ตลาดพันธบัตรผันผวนอย่างหนัก และ yield ของพันธบัตรพุ่งขึ้นท่ามกลางภาวะดอกเบี้ยขาลง แต่อย่างไรก็ตาม เราคิดว่าการเทขายหุ้นออกมาอย่างหนักสะท้อนถึงกลยุทธ์ของธนาคารต่าง ๆ ที่จะเพิ่มสภาพคล่องในช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจสะดุดจากสถานการณ์โรคระบาด
สินเชื่อทรงตัวทั้ง MoM, YoY และ YTD
สินเชื่อของธนาคารใหญ่ (KTB, SCB, KBANK และ BBL) ดีขึ้นเล็กน้อย โดยเฉพาะ KTB ซึ่งเพิ่มขึ้นมากที่สุดในเดือนกุมภาพันธ์ 2563 ที่ +1.5% MoM และ +2.2% YTD รองลงมาคือ KBANK ที่เพิ่มขึ้น+0.8% MoM และ +1.1% YTD ถัดมาคือ BBL ที่ +0.7% YTD และ SCB ที่ +0.5% YTD เราคิดว่าการที่สินเชื่อของ KTB เพิ่มขึ้นสะท้อนถึงการเบิกถอนเงินกู้ของรัฐวิสาหกิจ
มีอุปสงค์สินเชื่อในตลาดเงินเพิ่มขึ้น
ในภาวะที่ธนาคารส่วนใหญ่พากันเพิ่มสภาพคล่อง และไม่ปล่อยสินเชื่อใหม่ที่มีความเสี่ยงสูง อุปสงค์ในตลาดเงินก็เพิ่มขึ้นโดยมียอดธุรกรรมเพิ่มขึ้น +6% MoM และ +13% YTD ซึ่งการที่อุปสงค์สินเชื่อประเภทนี้เพิ่มขึ้นอาจจะเป็นการสะท้อนถึงสินเชื่อระยะสั้นที่ปล่อยให้กับธุรกิจขนาดใหญ่ รัฐวิสาหกิจและการปล่อยกู้ระหว่างธนาคาร (Interbank)
ธนาคารต่าง ๆ เพิ่มเงินฝากเพื่อทดแทนการกู้ยืมระยะยาว
ถึงแม้ว่าจะไม่มีอุปสงค์สินเชื่อ แต่ธนาคารส่วนใหญ่ (ทั้งใหญ่และเล็ก) ต่างก็เร่งระดมเงินฝากในเดือนกุมภาพันธ์ 2563 โดยเงินฝากของ SCB และ KBANK เพิ่มขึ้น +1% MoM ในขณะที่ของ BBL ก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นติดต่อกันมาสองเดือนแล้ว โดยเพิ่มขึ้น +0.8% MoM และ +2% YTD นอกจากนี้ KKP ก็
เร่งระดมเงินฝากติดต่อกันมาสองเดือนแล้วเช่นกัน โดยเพิ่มขึ้น +4% MoM และ +9% YTD
Valuation & Action
ถึงแม้ราคาหุ้นธนาคารจะไม่แพง แต่เค้าความวุ่นวายทางการเงินทำให้เราเลือกรอดูสถานการณ์ไปก่อน
Risks
กระแส NPL ใหม่ >40% การผิดนัดชำระหุ้นกู้ภาคเอกชน ขาดสภาพคล่อง และ GDP ติดลบ >0.5%.








