วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ต่างชาติทิ้งหุ้นไทยหนัก 5 ปี 5 แสนล้าน ทำดัชนีปั่นป่วน

ย้อนกลับไปเมื่อต้นเดือน ก.ย. ปี 2555 "หุ้นไทย" พุ่งทะลุแนวต้าน 1,250 จุด ได้สำเร็จเป็นครั้งแรกในรอบ 16 ปี หรือนับตั้งแต่ "วิกฤตต้มยำกุ้ง" เลยทีเดียว ผ่านมา 8 ปี หุ้นไทยวิ่งลงมาแตะ "จุดเดิม" อีกครั้ง หลังจากขึ้นไปทัวร์ระดับ 1,800 จุด กันมาแล้วเมื่อต้น

8 ปีที่ผ่านมา เผชิญกับปัจจัยแวดล้อมจากภายในและภายนอกประเทศ ทั้งปัจจัยทางเศรษฐกิจ การเมือง สิ่งแวดล้อม และอื่นๆ อีกมากมาย ที่ทำให้หุ้นไทยเป็นเหมือนคน "2 บุคคลิก" 

ยามดีก็ดีสุดขีด ยามร้ายก็เรียกได้ว่าทิ้งอย่างไม่มีเยื่อใยนั่นเอง ทำให้เราเห็นรอบการวิ่งของดัชนี SET แต่ละครั้งมีกรอบกว้างถึงกว่า 20% หรือประมาณ 300 จุด

ล่าสุดก็เช่นกัน จากดัชนี 1,579.84 จุด เมื่อปี 2562 ใช้เวลาเพียง 2 เดือนครึ่ง ดิ่งลงมาถึง 330 จุด หรือลดลง 20%

จากนักลงทุน 4 กลุ่ม ในตลาด คือ นักลงทุนสถาบัน นักลงทุนรายบุคคล บัญชีซื้อขายบริษัทหลักทรัพย์ และนักลงทุนต่างชาติ ในอดีตที่ผ่านมาจะเห็นว่า นักลงทุนสถาบันและนักลงทุนต่างชาติ คือสองกลุ่มหลักที่มีอิทธิพลต่อการเคลื่อนไหวของดัชนีค่อนข้างมาก

อย่างไรก็ตาม ในระยะหลังมีการพูดกันว่าบทบาทของนักลงทุนต่างชาติในตลาดหุ้นไทยดูเหมือนจะลดลงไป และเริ่มมีอิทธิพลต่อตลาดน้อยลง แต่เมื่อพิจารณาจากการเคลื่อนไหวของดัชนี เทียบกับการซื้อขายสุทธิในตลาด พบว่า ‘นักลงทุนต่างชาติยังมีบทบาทที่สำคัญในตลาดหุ้นไทย โดยเฉพาะการช่วยผลักดันตลาดในทิศทางขาขึ้น’

นับแต่ต้นปี 2558 หรือราว 5 ปี กับอีก 2 เดือนเศษ นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิในตลาดหุ้นไทยถึง 4.99 แสนล้านบาท ขณะที่ตลาดหุ้นไทยในช่วงเวลาเดียวกัน ลดลง 226 จุด หรือ 15% ขณะที่นักลงทุนสถาบันเป็นฝ่ายซื้อสุทธิ 4.01 แสนล้านบาท

เมื่อพิจารณาลงไปในรายละเอียดจะเห็นว่านักลงทุนต่างชาติเริ่มขายหนักตั้งแต่ปี 2558 โดยรวมทั้งปีขายสุทธิไป 1.54 แสนล้านบาท กดให้ดัชนีหุ้นไทยลดลงเกือบ 400 จุด จากจุดสูงสุดราว 1,619 จุด ไปแตะจุดต่ำสุดที่ประมาณ 1,251 จุด

158393412130

ถัดมาในปี 2559 ซึ่งนักลงทุนต่างชาติกลับมาไล่ซื้อในตลาดหุ้นไทยอีกครั้ง จนกลับมาซื้อสุทธิถึง 1.35 แสนล้านบาท ณ กลางเดือน ก.ย. ในปีนั้น ก่อนจะทยอยขายในช่วงที่เหลือจนตัวเลขซื้อสุทธิลดลงมาเหลือเพียง 7.79 หมื่นล้านบาท แต่ก็ยังเพียงพอที่จะช่วยหนุนให้ตลาดหุ้นไทยในปีนั้นพุ่งขึ้นได้ราว 250 จุด กลับมาอยู่ที่ 1,542 จุด

ต่อเนื่องในปี 2560 นักลงทุนต่างชาติยังคงสถานะซื้อสุทธิราว 1.7 หมื่นล้านบาท จนถึงเดือน ต.ค. ช่วยหนุนดัชนีหุ้นไทยไปทดสอบระดับ 1,700 จุด ก่อนที่นักลงทุนต่างชาติจะเริ่มเทขายออกมาอีกครั้งในช่วง 2 เดือนสุดท้ายของปี จนพลิกมาเป็นขายสุทธิ 2.57 หมื่นล้านบาท แต่ดัชนียังคงวิ่งขึ้นต่อเนื่องไปทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 1,852 จุด ในเดือน ก.พ. 2561 จากเม็ดเงินของสถาบันในประเทศที่ซื้อสุทธิถึง 1.03 แสนล้านบาท

แต่หลังจากนั้นก็เป็นอย่างที่ทุกคนทราบกันอยู่แล้ว ดัชนี SET วิ่งลงมาเรื่อยๆ ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา เช่นเดียวกับนักลงทุนต่างชาติที่ขายเรื่อยๆ เช่นกัน ปิดปี 2561 ขายสุทธิ 2.87 แสนล้านบาท ส่วนปี 2562 ขายอีก 4.52 หมื่นล้านบาท และในปี 2563 จนถึง 10 มี.ค. ที่ผ่านมา ขายสุทธิอีก 6.43 หมื่นล้านบาท

ช่วงกลางปี 2562 ซึ่งนักลงทุนต่างชาติกลับมาซื้อสุทธิ 6.4 หมื่นล้านบาท สวนทางกลับนักลงทุนสถาบันที่พลิกไปขายสุทธิ 7 พันล้านบาท ดัชนี SET ในตอนนั้นก็วิ่งขึ้นมาได้ราว 100 จุด

สุนทร ทองทิพย์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.กสิกรไทย เปิดเผยว่า สาเหตุหลัก 3 ข้อ ที่ทำให้ Fund flow ไหลออกจากตลาดหุ้นไทย คือ 1.อุตสาหกรรมเด่นที่น่าสนใจน้อยกว่าประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค 2.โครงสร้างการเมืองที่ไม่ได้เปลี่ยนไปมากนักหลังจากเลือกตั้ง และ 3.มูลค่าหุ้นไทยค่อนข้างแพงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

“ตลาดหุ้นไทยปัจจุบันดูเหมือนจะมีเพียงอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและส่งออกบางธุรกิจเท่านั้นที่ยังคงน่าสนใจลงทุน ขณะที่การเมืองก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่ง ซึ่งจะเห็นว่า Fund flow ไหลกลับเข้ามาช่วงหลังการเลือกตั้งพักหนึ่ง ก่อนจะไหลออกและไม่กลับเข้ามาอีกเลย ส่วนมูลค่าหุ้นในปัจจุบันเริ่มกลับมาใกล้เคียงกับภูมิภาคแล้ว หากสถานการณ์ดีขึ้นก็มีโอกาสจะเห็นเงินไหลกลับเข้ามาลงทุนได้ และก่อนหน้านี้ต่างชาติมีสถานะ short มาตลอด หากจะปิดสถานะก็ต้องซื้อคืน”

โดยภาพรวมการจะเห็นดัชนีตลาดวิ่งกลับไประดับ 1,600 จุด แม้จะไม่มีแรงซื้อจากนักลงทุนต่างชาติ ก็น่าจะวิ่งกลับขึ้นไปได้ บนสมมติฐานที่ว่าสถานการณ์เรื่องโควิด-19 คลี่คลายลง และมียารักษาหรือวัคซีนออกมา สำหรับนักลงทุนระยะยาว เชื่อว่าดัชนีในระดับนี้มีเป็นระดับที่เริ่มทยอยซื้อสะสมได้แล้ว แต่การลงทุนระยะสั้นอาจต้องใช้กลยุทธ์ซื้อขายเป็นรอบๆ ไปจนกว่าสถานการณ์จะเปลี่ยนแปลงจากปัจจุบันอย่างมีนัยยะ ทั้งนี้ ประเมินเป้าหมายดัชนีปีนี้ที่ 1,450 จุด ลดลงจากเดิมที่ประเมินไว้ 1,700 จุด เพราะสถานการณ์โควิด-19 ที่รุนแรงมากกว่าคาด

บล.เอเซียพลัส ระบุว่า ภาพรวม Fund flow ในปีนี้ยังคงเห็นเงินไหลจากสินทรัพย์เสี่ยงเห็นได้จาก ตลาดหุ้นทั่วโลกหากนับตั้งแต่ต้นปี (ytd) ปรับฐานแรงเฉลี่ยราว 14.5% ขณะที่ SET ปรับฐานราว 19.53% ลดลงมากที่สุดอันดับ 19 ของโลก อิงจาก Bloomberg ส่วนตลาดหุ้นที่ปรับลดลงมากสุด คือ ตลาดหุ้นกรีซ ลดลง 31.46% อันดับ 2 คือ ตลาดหุ้นรัสเซีย29.36% และอันดับ 3 คือ ตลาดหุ้นลักเซมเบิร์ก 26.34%

โดยเม็ดเงินไหลเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัย เห็นได้จาก ทองคำที่ปรับขึ้นมาตั้งแต่ต้นปีราว 9.3%และที่สำคัญคือพันธบัตร ซึ่งอัตราผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปี ทั่วโลกที่ลดลงและทำจุดต่ำสุด โดยเฉพาะในสหรัฐล่าสุดอยู่ที่ 0.729%และในหลายประเทศยังคงติดลบ อาทิ เยอรมัน -0.78% ฝรั่งเศส -0.3% ญี่ปุ่น -0.085% ขณะที่ไทยอยู่ที่0.927% และ อายุ 1 ปีอยู่ที่ 0.802%