สศช. ชี้เหตุ รัฐ ต้องออกมาตรการเยียวยาเพราะเศรษฐกิจชะลอตัวเกินคาด ย้ำมาตรการที่ออกเป็น ‘ระยะสั้น’ โดยจะใช้งบประมาณอย่างรัดกุม รอบคอบ และคุ้มค่ามากที่สุด
รายงานข่าวจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) เปิดเผยว่า เหตุผลที่รัฐบาลต้องออกมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากไวรัสโคโรนา เนื่องจากผลกระทบที่เกิดจากการแพร่ระบาด เริ่มส่งผลเด่นชัดขึ้น ซึ่งสะท้อนได้จากเครื่องชี้ทางเศรษฐกิจเดือนมกราคมหลายตัวยังไม่ค่อยดีนัก ไม่ว่าจะเป็นดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตรดัชนีผลผลิตสินค้าอุตสาหกรรม ดัชนีการลงทุนภาคเอกชน มูลค่าการส่งออก(ไม่รวมทองคำ) รวมถึงรายรับจากนักท่องเที่ยวยังติดลบ
ส่วนดัชนีการอุปโภคบริโภคภาคเอกชนชะลอตัว ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคปรับตัวลดลง ซึ่งการลดลงของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ การชะลอตัวของการส่งออก เป็นผลจากการที่ประเทศคู่ค้าของไทยมีการแพร่ระบาดของ COVID-19 และหากสถานการณ์การแพร่ระบาดยังคงแพร่กระจายออกไป ยิ่งจะทำให้ภาคการส่งออกและห่วงโซ่การผลิตทั้งในภาคอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม ตลอดจนภาคบริการที่เกี่ยวเนื่องได้รับผลกระทบในวงกว้างมากยิ่งขึ้น ซึ่งสถานการณ์ COVID-19 ที่เกิดขึ้นในเดือนมกราคม 2563 นั้น เมื่อเข้ามาผนวกกับปัจจัยเรื่องสงครามการค้า ภัยแล้งและความล่าช้าของงบประมาณ ที่เป็นปัจจัยที่เกิดขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ปลายปี 2562 จะยิ่งทำให้สถานการณ์เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบรุนแรงขึ้น
จากการประเมินสถานการณ์ในขณะนี้ รัฐบาลคาดว่าภาคการท่องเที่ยวอาจจะกลับมาฟื้นตัวได้ในช่วงเดือนมิถุนายนนี้และสถานการณ์จะดีขึ้นเป็นลำดับ อย่างไรก็ตาม ในช่วงระยะ 2-3 เดือนต่อจากนี้จะเป็นช่วงที่ภาคธุรกิจจะประสบปัญหารุนแรง ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องมีมาตรการเยียวยาเพื่อให้ภาคธุรกิจยังสามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ เป็นแหล่งงานแหล่งอาชีพให้กับประชาชน เพื่อให้เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยต่อไปนอกจากนี้รัฐบาลตระหนักถึงความสำคัญที่จะต้องให้การดูแลกลุ่มที่มีความเปราะบางในสังคม คือ กลุ่ม SMEs กลุ่มผู้มีรายได้น้อย และกลุ่มเกษตรกร ควบคู่ไปด้วยกัน
ดังนั้น มาตรการที่กระทรวงการคลังออกมาในครั้งนี้จึงมีความครอบคลุมทุกกลุ่ม และเป็นมาตรการระยะสั้น ซึ่งทุกมาตรการจะดำเนินการด้วยความรอบคอบ รัดกุม และพยายามคัดกรองโดยการกำหนดคุณสมบัติของผู้ที่จะได้รับประโยชน์ให้เป็นผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนและสมควรจะได้รับการเยียวยาอย่างแท้จริง ซึ่งในประเด็นนี้นายกรัฐมนตรีได้ให้ความสำคัญมาก
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากสถานการณ์ความเสี่ยงที่ยังไม่สิ้นสุดทำให้รัฐบาลมีความจำเป็นที่จะต้องใช้เงินงบประมาณอย่างระมัดระวัง เพื่อจะได้มีแหล่งเงินสำรองไว้สำหรับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และจะต้องคำนึงถึงความคุ้มค่าเพื่อให้การใช้เงินงบประมาณของประเทศเป็นไปอย่างเกิดประโยชน์สูงสุด






