วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ไวรัสโควิด-19 บททดสอบ 'เศรษฐกิจโลก'

การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่าที่กินระยะเวลานานกว่า 2 เดือน และคาดว่าจะอยู่อีกสักระยะหนึ่ง นับเป็นช่วงเวลาที่เป็นบททดสอบเศรษฐกิจโลก ในส่วนของนักลงทุนคงต้องมีการจัดสรรการลงทุนให้เหมาะสม และปัจจุบันอาจไม่ได้เป็นเพียง Cash is King แต่เป็น Cashflow is King

สำหรับปีนี้คงไม่มีเรื่องอะไรที่ร้อนแรงและส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นกับเศรษฐกิจ ได้เท่ากับประเด็นไวรัสโควิด-19 ที่ในช่วงแรกดูเหมือนจะแพร่ระบาดแค่ในจีนและภูมิภาคเอเชีย แต่สถานการณ์ปัจจุบันไวรัสดังกล่าวได้แพร่กระจายไปทั่วโลกและควบคุมผู้ติดเชื้อได้ยาก ปัจจุบันทั่วโลกมีผู้ติดเชื้อใน 82 ประเทศ จำนวนกว่า 93,129 ราย โดยมีการรักษาหายแล้วกว่าครึ่งเป็นจำนวน 50,681 ราย (ณ 3 มี.ค.2020)

บรรดานักวิเคราะห์และหน่วยงานต่างๆ ที่เคยประเมินไว้ว่า ผลกระทบต่อเศรษฐกิจจะไม่มาก และจบได้รวดเร็วเหมือนช่วง SARS ที่แพร่ระบาดช่วงปี 2003 จึงต้องทำการประเมินสถานการณ์ใหม่ เนื่องจากสถานการณ์ยืดเยื้อกว่าที่คาด อีกทั้งส่งผลกระทบต่อ Supply และ Demand ของสินค้าและบริการทั่วโลก แม้ระบบสาธารณสุขและเทคโนโลยีทางการแพทย์ปัจจุบันจะมีการพัฒนามากกว่าสมัยก่อน แต่อุปกรณ์และบุคลากรทางการแพทย์ เช่น เตียง ยารักษาโรค และอุปกรณ์ในโรงพยาบาล อาจไม่เพียงพอต่อการรองรับจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

ปัจจัยสำคัญ 2 อย่างที่สำคัญที่ส่งผลต่อเหตุการณ์นี้ คือ “ทรัพยากร” และ “กระแสเงินสด” เพราะเมื่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจลดลงจากการที่ Supply Chain ทำให้การผลิตหยุดชะงักลง ทำให้รายได้ลดลง แต่รายจ่ายของผู้คนและบริษัทยังคงไหลออกเหมือนเดิม

สิ่งแรกที่เห็นได้ชัดคือทรัพยากร ในช่วงที่มีการระบาด สิ่งของ เช่น หน้ากากอนามัย และเจลแอลกอฮอล์ ได้ขาดตลาดจากร้านค้าทั่วโลก ไม่ใช่เพียงเฉพาะประเทศไทย สาเหตุมาจาก Demand ที่เพิ่มขึ้นสูงมาจากความกังวลไวรัส และ Supply ที่หายไปจากตลาด จากการที่โรงงานในเมืองจีนบางส่วนได้ถูกปิด

อีกด้านคือ กระแสเงินสด ที่ขาดหายไปจากเศรษฐกิจที่หยุดชะงัก เพราะความกลัวจากโรงงานที่ปิดตัวเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดในจีน นอกจากส่งผลต่อห่วงโซ่การผลิตโลกที่หยุดชะงักแล้ว ยังทำให้รายได้ของพนักงาน ทั้งเงินเดือน ค่าโอทีลดลง ทำให้ต้องลดรายจ่ายโดยการบริโภคน้อยลง ทั้งในด้านการซื้อของและท่องเที่ยว

ปัจจุบันไม่ใช่แค่ Cash is King เพียงอย่างเดียว แต่อาจจะต้องเป็น คำาพูดที่เรียกว่า Cashflow is King

การที่ผู้คน “กลัวติดไวรัส” และ “กลัวรายได้จะลดลง” ส่งผลเป็นลูกโซ่ต่อเนื่องให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวทั่วโลกกระทบหนัก ทั้งสายการบิน โรงแรม แท็กซี่ ห้างสรรพสินค้าและร้านค้า เริ่มมีการประกาศขอให้พนักงานหยุดงาน โดยไม่ได้รับค่าจ้างหรือปลดคนงานออก โดยหากส่งผลกระทบยาวนาน บริษัทและประชากรที่รายได้ลดลง หรือหายไปแต่ยังคงมีหนี้สินที่ต้องจ่ายเหมือนเดิม จะทำให้เกิดปัญหาการผิดนัดชำระหนี้ได้ โดยจะมีสัญญาณเริ่มต้นจากบัตรเครดิต บัตรกดเงินสด สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์หรือมอเตอร์ไซค์ สินเชื่อที่อยู่อาศัย และสินเชื่อธุรกิจ ซึ่งจะต้องอาศัยการช่วยเหลือจากมาตรการทางภาครัฐ เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบเป็นวงกว้าง

สิ่งที่เกิดขึ้นในครั้งนี้มองดูเหมือนบททดสอบทางเศรษฐกิจ เนื่องจากช่วงที่ผ่านมา แม้เราจะมองว่าเศรษฐกิจโลกชะลอตัว แต่ก็ไม่ได้แย่อะไรจนทำให้เกิดภาวะถดถอย ในมุมมองประชาชนและบริษัททั่วไปก็ไม่ได้มองว่าสถานภาพการเงินอยู่ในจุดที่เสี่ยงสูง แต่จากไวรัสที่เริ่มระบาดได้เพียง 2 เดือน กลับส่งผลให้เศรษฐกิจชะลอตัวลงอย่างมาก ถึงขนาดที่ Fed ได้มีการปรับลดดอกเบี้ยลงถึง 0.5% เพื่อป้องกันการหดตัวของเศรษฐกิจล่วงหน้า ซึ่งคาดว่าเราจะเห็นธนาคารกลางประเทศอื่นๆ ทั่วโลกทยอยลดดอกเบี้ยเช่นกัน เพื่อเป็นการป้องกันและช่วยเหลือเศรษฐกิจที่จะได้รับผลกระทบรุนแรง

ในด้านการลงทุนด้วยการที่โลกเราอยู่ในช่วงดอกเบี้ยต่ำมานาน อาจส่งผลให้ไม่ได้มีการกระจายความเสี่ยงโดยการจัดสรรการลงทุนที่เหมาะสม เพราะต้องการ Search for Yield และลงทุนในนสินทรัพย์เสี่ยงมากเกินไป นักลงทุนไม่ควรมีสินทรัพย์ที่ลงทุนเพื่อหวังกำไรส่วนต่าง (Capital Gain) เพียงอย่างเดียว แต่ควรลงทุนในสินทรัพย์ที่สร้างกระแสเงินสด เช่น หุ้นกู้บริษัทที่มีเครดิตเรทติ้งดี หรือ REITs ถือไว้ในพอร์ตการลงทุน และใช้ Leverage อย่างเหมาะสม โดยมีเงินสด เพียงพอต่อการใช้จ่าย เพื่อที่จะได้ไม่ต้องขายสินทรัพย์ในช่วงที่ตลาดแย่แล้วได้ราคาไม่ดี

ซึ่งปัจจุบันไม่ใช่แค่ Cash is King เพียงอย่างเดียว แต่อาจจะต้องเป็นคำพูดที่เรียกว่า Cashflow is King ครับ