“โบรกเกอร์” คุมเข้ม "พอร์ตมาร์จิ้น" หลังตลาดหุ้นผันผวนหนัก สั่งลูกค้าเพิ่มหลักประกัน พร้อมจับตาราคาหุ้นที่มีการปล่อยมาร์จิ้นสูง หวังป้องลูกค้าถูกฟอร์ซเซล ด้านสมาคมโบรกฯ ยังไม่เรียกสมาชิกเข้าหารือเป็นกรณีพิเศษ มั่นใจระบบแต่ละโบรกฯยังรับมือได้
หล่งข่าววงการตลาดทุน เปิดเผยว่า ปัจจุบันดัชนีหุ้นไทยผันผวนรุนแรง โดยนับตั้งแต่ช่วงเดือนก.พ.ที่ผ่านมาหุ้นไทยร่วงลงอย่างรวดเร็วกว่า 11.46% จากระดับ 1,514.14จุด(วันที่ 3 ก.พ.2563) ลดลงไปอยู่ที่ระดับ 1,340.52จุด (วันที่ 28 ก.พ.2563) หรือลดลงกว่า 173.62จุด เนื่องจากมีแรงกดดันหลักๆจากความวิตกกังวลของนักลงทุนต่อผลกระทบของการแพร่ระบาดไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) ที่ลุกลามในหลายประเทศ ส่งผลให้นักลงทุนแต่ละกลุ่มมีการเทขายหุ้นออกมาจำนวนมาก
ทั้งนี้ ตั้งข้อสังเกตช่วงที่ดัชนีฯ ปรับตัวลดลงรุนแรงบางช่วงนั้น ส่วนหนึ่งน่าจะเกิดจากนักลงทุนที่ซื้อขายหลักทรัพย์ด้วยบัญชีมาร์จิ้น (มาร์จิ้นโลน) มีหลายคนที่ถูก "บังคับขาย" หรือที่เรียกว่า “ฟอร์ซเซล” เพราะเพิ่มหลักประกันไม่ทันหรือมีหลักประกันไม่เพียงพอ
นางภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่าในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมาดัชนีหุ้นไทยปรับตัวเคลื่อนไหวผันผวนรุนแรง ซึ่งยอมรับว่าบริษัทได้เรียกหลักประกันเพิ่มและมีลูกค้าที่ใช้บัญชีมาร์จิ้นถูกฟอร์ซเซลไปบ้าง แต่โดยรวมยังถือว่าไม่มากนัก เพราะกลุ่มลูกค้าดังกล่าวปัจจุบันมีสัดส่วนน้อยและลูกค้าส่วนใหญ่ยังไม่ได้มีปัญหาในการเพิ่มหลักประกัน รวมถึงเชื่อว่าระบบยังสามารถรองรับได้ดีระดับหนึ่ง
ทั้งนี้มองว่าปัจจุบันความเสี่ยงของลูกค้าบัญชีมาร์จิ้นน้อยลง เพราะลูกค้าบางส่วนเริ่มเปลี่ยนพฤติกรรมไปซื้อขายธุรกรรม Block Trade กันมากขึ้น ประกอบกับแต่ละโบรกฯก็มีบทเรียนจากวิกฤติในอดีตจึงทำให้แต่ละบริษัทเข้มงวดเรื่องการปล่อยมาร์จิ้นและมีการพัฒนาระบบมารองรับที่ดีขึ้น อาทิ มาตรการกำหนดอัตราการเรียกหลักประกันลูกค้าเพิ่มก่อนถูกฟอร์ซเซล,การเพิ่มหลักประกันสูงขึ้นกรณีหุ้นที่มีความเสี่ยงหรือหนี้สูง และการติดตามตรวจสอบพฤติกรรมราคาหุ้นที่มีการให้มาร์จิ้นมากจนเกินไป เป็นต้น
ขณะที่โดยรวมยังมั่นใจว่าอุตสาหกรรมโบรกเกอร์ยังรองรับเรื่องเหล่านี้ได้ดี เพราะมีการประสานข้อมูลกันแต่ละโบรกฯว่าหุ้นแต่ละตัวมีการใช้บัญชีมาร์จิ้นในการซื้อมากน้อยแค่ไหน ซึ่งหากพบว่าหุ้นตัวไหนมีคนปล่อยมาจิ้นจำนวนมากอยู่แล้ว โบรกฯรายอื่นๆก็อาจมีการปล่อยน้อยลงหรือไม่ปล่อยให้จนเกินระดับที่เหมาะสม
อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาทางสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ (สมาคมโบรกฯ) ยังไม่ได้มีการเรียกหารือกับสมาชิกเรื่องนี้เป็นกรณีพิเศษ เพราะยังไม่ถึงระดับที่น่ากังวล ซึ่งมั่นใจว่าตอนนี้ระบบของแต่ละโบรกเกอร์ยังสามารถรับมือรองรับความเสี่ยงของลูกค้าแต่ละรายได้
“ปัจจุบันความเสี่ยงพอร์ตมาร์จิ้นน้อยและยังห่างจากวิกฤติครั้งก่อน เพราะเรามีบทเรียนจากช่วงวิกฤติต้มยำกุ้งปี 2540 ซึ่งครั้งนั้นอุตสาหกรรมมีการปล่อยมาร์จิ้นรวมกันมากกว่าระดับ 1 แสนล้านบาท ซึ่งถือว่าเยอะมากแม้จะผ่านมากว่า 20 ปีแล้ว ส่วนปัจจุบันมีการปล่อยมาร์จิ้นรวมกันเพียงระดับ 60,000 ล้านบาท ซึ่งตัวเลขไม่ได้เติบโตมาก เพราะที่ผ่านมาแต่ละโบรกฯมีการบริหารจัดการที่ดีกว่าในอดีตและนักลงทุนหันไปเล่น Block Trade แทนบัญชีมาร์จิ้นมากขึ้น”
นายมนตรี ศรไพศาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ MBKET กล่าวยืนยันว่า ช่วงที่ตลาดหุ้นปรับตัวผันผวนหรือขึ้นลงแรงๆนั้น ยังไม่มีลูกค้าของบริษัทรายใดถูกฟอร์ซเซลแต่อาจมีในส่วนของบางกลุ่มที่ถูกเรียกหลักประกันเพิ่มบ้าง โดยปัจจุบันบริษัทมีการปล่อยกู้กลุ่มลูกค้าบัญชีมาร์จิ้นอยู่ประมาณ 1.1-1.2 หมื่นล้านบาท ซึ่งถือว่ามีพอร์ตมาจิ้นมากที่สุดในอุตสาหกรรม และคาดว่าลูกค้าในส่วนนี้ยังไม่มีปัญหาและรองรับความเสี่ยงได้
ขณะที่ในส่วนของหามาตรการป้องกันเพิ่มในสภาวะตลาดหุ้นที่อาจปรับตัวผันผวนรุนแรงต่อเนื่องนั้น มั่นใจว่าตอนนี้มาตรการที่มีอยู่ของบริษัทยังสามารถรองรับได้ดีอยู่ ทั้งมีการกำหนดอัตราการปล่อยมาจิ้นที่เหมาะสมและเลือกหุ้นที่มีพื้นฐานที่ดีรองรับ โดยมองว่าความเสี่ยงของพอร์ตมาร์จิ้นตอนนี้ยังห่างไกลจากช่วงวิกฤติครั้งก่อนมาก
“ปัจจุบันเงินกู้ในระบบไม่ได้สูงเหมือนในอดีต และฐานการเงินของไทยยังแข็งแกร่งทั้งหนี้ต่างประเทศที่น้อยและทุนสำรองของประเทศที่อยู่ในระดับสูง จึงทำให้ความเสี่ยงเกิดวิกฤติมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อย”
นายสมชาย กาญจนเพชรรัตน์ กรรมการผู้จัดการอาวุโส ธุรกิจหลักทรัพย์บุคคล บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)หรือ KGI กล่าวว่า ปกติบริษัทมีการป้องกันการปล่อยกู้บัญชีมาร์จิ้นอยู่แล้ว โดยจะการคัดเลือกหุ้นที่จะปล่อยมาร์จิ้นตามความเสี่ยง เช่น หุ้นที่ผันผวนไม่มากจะมีการกำหนดวางหลักประกันเฉลี่ยราว 50% ส่วนหุ้นที่ผันผวนมากก็จะมีการกำหนดสัดส่วนหลักประกันเพิ่มขึ้นต่างกันไปแล้วแต่ความเสี่ยงของหุ้นแต่ละตัวตั้งแต่ระดับ 50% ไปจนถึง 100% รวมถึงหุ้นที่ไม่มีพื้นฐานและไม่มีสภาพคล่องบริษัทก็จะไม่มีการปล่อยมาร์จิ้นให้
ทั้งนี้ในส่วนของภาวะตลาดในช่วงที่ปรับตัวผันผวนรุนแรงนั้น บริษัทอาจมีการปรับเพิ่มอัตราการวางหลักประกันเพิ่มกับหุ้นบางตัวเป็น 60% จากเดิมที่ค่าเฉลี่ยนระดับ 50% เพื่อป้องกันความเสี่ยงลูกค้าที่จะถูกฟอร์ซเซลมากขึ้น โดยยอมรับว่าช่วงที่ผ่านมามีลูกค้าของบริษัทถูกฟอร์ซเซลบ้าง แต่ไม่มากนักเนื่องจากส่วนใหญ่เป็นลูกค้ารายเล็กๆที่ชอบเล่นหุ้นหวือหวา อย่างไรก็ตามปัจจุบันบริษัทมีปล่อยกู้บัญชีมาร์จิ้นอยู่ประมาณ 2,000 ล้านบาท ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับรายใหญ่ๆ
"บัญชีมาร์จิ้นก็อาจส่งผลกระทบต่อโบรกฯได้ หากบริหารจัดการไม่ดี โดยเฉพาะในส่วนของหุ้นที่ไม่มีสภาพคล่อง ซึ่งเมื่อหุ้นตกแรงๆหรือร่วงจนติดฟลอร์ โบรกฯก็อาจไม่สามารถฟอร์ซเซลได้ ซึ่งก็สร้างความเสียหายทั้งต่อลูกค้าและโบรกฯได้"
นายบรรณรงค์ พิชญากร กรรมการผู้จัดการ กิจการค้าหลักทรัพย์ บล.บัวหลวง จำกัด (มหาชน) หรือ BLS กล่าวว่าในส่วนของลูกค้าบัญชีมาร์จิ้นของบริษัทมีมาตรการรองรับอยู่แล้วเหมือนกัน โดยบริษัทจะไม่ปล่อยมาร์จิ้นในหุ้นขนาดเล็กอยู่แล้ว ซึ่งจะเน้นหุ้นในกลุ่ม SET50-SET100 ที่มีสภาพคล่องเป็นหลักเท่านั้นจึงทำให้ความเสี่ยงจึงน้อย ทั้งนี้ในช่วงที่ตลาดปรับตัวลดลงแรงก็มีลูกค้าที่ถูกเรียกหลักประกันเพิ่มบ้าง แต่ยังไม่มีลูกค้าของบริษัทรายใดที่ถูกฟอร์ซเซลล์
ขณะที่ปัจจุบันบริษัทมียอดปล่อยกู้บัญชีมาร์จิ้นอยู่ประมาณ 1,500 ล้านบาท ซึ่งถือว่ามีสัดส่วนไม่เยอะมากนักเมื่อเที่ยบกับโดยรวม โดยกลุ่มลูกค้าของบริษัทดูแลตัวเองได้ดี เพราะไม่ต้องการเสียเครดิตให้กับบริษัทจึงมีการเพิ่มหลักประกันได้ตามกฎเกณฑ์









