วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

‘นิด้า’ชี้เฟดหั่นดอกเบี้ยแรงจากโควิดเพิ่มความเสี่ยงเศรษฐกิจโลก แนะรัฐลงทุนเพิ่มแก้กับดักสภาพคล่อง

นักวิชาการนิด้าชี้เฟดหั่นดอกเบี้ยรับความกังวลศก.ต่อการระบาดของโควิดกระทบเศรษฐกิจสหรัฐ-เศรษฐกิจโลก คาดเงินไม่ไหลเข้าไทยจากความกังวลช่วยหนุนบาทยังอ่อน แนะรัฐเพิ่มการลงทุนเพิ่มความเชื่อมั่นเศรษฐกิจแก้ปัญหากับดักสภาพคล่อง

นายมนตรี โสคติยานุรักษ์ ผู้อำนวยการหลักสูตรวิทยาการการจัดการสำหรับนักบริหารระดับสูง (วบส.) สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) กล่าวถึงกรณีธนาคารกลางสหรัฐปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.5% สู่ระดับ 1.00-1.25% ว่าการเรียกประชุมฉุกเฉินและปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงรวดเดียว 0.5% สะท้อนถึงมุมมองความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกรวมถึงเศรษฐกิจสหรัฐที่มีแนวโน้มจะได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 มากขึ้น ซึ่งการตัดสินใจของเฟดในเรื่องการลดดอกเบี้ยนี้เพื่อป้องกันการชะลอตัวของเศรษฐกิจและช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นมากขึ้นหลังจากก่อนหน้านี้การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง 

ทั้งนี้ในระบบเศรษฐกิจของสหรัฐมีคนจำนวนมากที่ออมเงินหรือลงทุนผ่านตลาดหุ้น การทีดัชนีหุ้นลดลงสะท้อนความไม่เชื่อมั่นและส่งผลต่อการบริโภคดังนั้นการตัดสินใจลดอกเบี้ยของเฟดก็ทำให้มีเงินลงทุนจำนวนหนึ่งโยกจากสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงน้อยไปยังสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงมากขึ้นอย่างตลาดหุ้นซึ่งให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าและหากสามารถทำให้ตลาดหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นคนก็จะมีความมั่งคั่งมากขึ้นส่งผลต่อพฤติกรรมในการบริโภคของประชาชนมากขึ้นถือว่าช่วยเศรษฐกิจในประเทศได้อีกทาง

“เฟดเคยมีการเรียกประชุมฉุกเฉินเพื่อปรับลดดอกเบี้ย ใช้นโยบายการเงินในการพยุงเศรษฐกิจทั้งในช่วงที่มีเหตุการณ์ 9/11 และวิกฤตซับไพรม์เพื่อปรับลดดอกเบี้ยมากกว่าระดับปกติถือว่าเป็นการใช้เครื่องมือทางการเงินมาช่วยพยุงและแก้ปัญหาเศรษฐกิจในแต่ละช่วงเวลาที่ต้องการมีมาตรการพิเศษเข้ามาช่วย” 

อย่างไรก็ตามการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐในครั้งนี้จะไม่ได้ส่งผลต่อเรื่องของเงินทุนเคลื่อนย้ายหรือทำให้ค่าเงินบาทกลับมาแข็งค่าได้ในช่วงระยะเวลาที่รวดเร็ว โดยนักลงทุนเลือกที่จะลงทุนในผลตอบแทนที่มีความเสี่ยงต่ำมากกว่าเก็งกำไรค่าเงินจากอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งการอ่อนค่าของเงินบาทก็ยังช่วยพยุงสถานการณ์การส่งออกในปีนี้ของไทยได้ 

นายมนตรีกล่าวด้วยว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 น่าจะมีสัญญาณที่เริ่มดีขึ้นในช่วงเดือนเม.ย.ซึ่งเป็นช่วงที่อุณหภูมิในหลายๆภูมิภาคของโลกเพิ่มสูงขึ้นขณะที่ต้องติดตามการคิดค้นยาและควบคุมการแพร่ระบาดของโลก ซึ่งขณะนี้วงการแพทย์โดยเฉพาะในจีนมีความคืบหน้าไปตามลำดับทั้งนี้คาดว่าจากผลกระทบจากโควิด-19 และปัจจัยลบอื่นๆจะส่งผลให้เศรษฐกิจของไทยในปีนี้ขยายตัวได้เพียงประมาณ 1% เท่านั้น โดยภาครัฐควรมีการลงทุนในเรื่องโครงสร้งพื้นฐานเพิ่มเติมโดยใช้วิธีการกู้เงินมาลงทุนในส่วนที่จะเสริมสร้างความสามารถของเศรษฐกิจในอนาคตโดยใช้ประโยชน์จากระดับหนี้สาธารณะที่ยังอยู่ในระดับต่ำมาเพิ่มการลงทุนเพื่อให้เศรษฐกิจเคลื่อนต่อไปได้ 

"การลดดอกเบี้ยนโยบายของ กนง.ที่อาจจะมีการลดดอกเบี้ยตามที่เฟดลดดอกเบี้ย ก็อาจจะไม่ได้ผลในการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจมากนักเนื่องจากประเทศไทยมีปัญหาเรื่องกับดักสภาพคล่องการใช้จ่ายในและการลงทุนไม่มากจากความเชื่อมั่นที่ยังน้อยทำให้มีการชะลอการลงทุนและใช้จ่ายอยู่มาก และนโยบายการเงินไม่เหมาะกับการแก้ปัญหาในช่วงที่เศรษฐกิจมีแนวโน้มขยายตัวต่ำควรใช้มาตรการทางการคลังและการลงทุนภาครัฐแก้ปัญหามากกว่า"นายมนตรี กล่าว