กินเวลามากว่า 1 ปี สำหรับโครงการศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานอู่ตะเภา (MRO) ภายหลังบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ประกาศเชิญชวนและคัดเลือกเอกชนโดยไม่ใช้วิธีการประมูล ตั้งแต่วันที่ 13 พ.ย.2561 แต่มีปัญหาจนต้องเปิดยื่นรอบใหม่วันนี้ (6 มี.ค.)
วันนี้ (6 มี.ค.) การบินไทยได้ฤกษ์เปิดให้เอกชนยื่นข้อเสนอร่วมทุนแล้ว มีกำหนดเปิดรับข้อเสนอระหว่างเวลา 9.00 – 15.00 น. ตามเวลามาตรฐานประเทศไทย โดยให้ยื่นซองข้อเสนอ ณ สำนักงานใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน)
สุเมธ ดำรงชัยธรรม กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงความคืบหน้าเรื่องนี้ว่า ในปีที่ผ่านมาการบินไทยได้ทำงานเรื่องนี้อย่างหนัก เจรจาในรายละเอียด และทำงานคู่กับทางแอร์บัสมาอย่างต่อเนื่อง จึงมั่นใจว่าแอร์บัสจะมีความสนใจร่วมลงทุนกับการบินไทยในการผลักดันโครงการนี้ ซึ่งอนาคต ตามแผนฟื้นฟูของการบินไทย ศูนย์ซ่อมอากาศยานจะเข้ามาเป็นรายได้สำคัญด้วย
เชิดพันธ์ โชติคุณ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ฝ่ายช่าง (DT) บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า วันนี้การบินไทยจะเปิดให้เอกชนเข้ามายื่นข้อเสนอ ซึ่งจะมีเอกชนเพียงรายเดียวที่เข้ามายื่นข้อเสนอร่วมทุน เนื่องจากการบินไทยได้คัดเลือกเอกชนด้วยวิธีพิเศษไปแล้ว ดังนั้นข้อเสนอที่เอกชนจะมายื่นวันนี้ จะเป็นแผนธุรกิจที่จะร่วมผลักดันไปกับการบินไทย ประกอบกับแนวทางร่วมทุนที่เหมาะสม
อย่างไรก็ดี การทำงานระหว่างการบินไทยและแอร์บัสในช่วงที่ผ่านมา มีการเจรจาถึงรูปแบบร่วมทุน และรายละเอียดของโครงการนี้มาอย่างต่อเนื่อง โดยทางแอร์บัสก็แสดงความสนใจในการลงทุนโครงการ ดังนั้นส่วนตัวมั่นใจเช่นกันว่า แอร์บัสจะเข้ามายื่นข้อเสนอร่วมทุนในครั้งนี้ แต่หากเกิดกรณีแอร์บัสไม่มายื่นข้อเสนอ คณะกรรมการคัดเลือกเอกชนร่วมลงทุนฯ ก็มีแผนสำรองไว้แล้วว่า จะต้องเปิดประมูลคัดเลือกเอกชนด้วยวิธีใด โดยยืนยันว่าโครงการศูนย์ซ่อมอากาศยานอู่ตะเภา มีความจำเป็นที่จะต้องผลักดัน
สำหรับโครงการดังกล่าว อนาคตจะเป็นศูนย์ซ่อมอากาศยานหลักของการบินไทย นอกเหนือจากศูนย์ซ่อมอากาศยานที่ท่าอากาศยานดอนเมือง เนื่องจากศูนย์ซ่อมอากาศยานอู่ตะเภาแห่งใหม่จะมีพื้นที่ค่อนข้างมาก สามารถรองรับการซ่อมเครื่องบินเอ 380 ได้พร้อมกัน 3 ลำ จะสร้างโอกาสให้การบินไทยเพิ่มรายได้จากการซ่อมอากาศยานขึ้นเป็น2,000ล้านบาท ส่วนศูนย์ซ่อมของการบินไทยที่ท่าอากาศยานดอนเมือง ก็จะดำเนินการสำหรับรองรับเครื่องบินรุ่นเก่าที่สายการบินต่างๆ ทำการบินอยู่
รายงานข่าวจากบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ปัจจุบันการบินไทย ได้รับแจ้งจากสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) ถึงการยกเลิกเช่าพื้นที่ศูนย์ซ่อมอากาศยานอู่ตะเภาที่ปัจจุบันเปิดให้บริการอยู่ และขอให้การบินไทยย้ายศูนย์ดังกล่าวออกจากพื้นที่ เพื่อเตรียมส่งมอบที่ดินนำไปพัฒนาโครงการเมืองการบินภาคตะวันออก ซึ่งถือเป็นสัญญาที่ระบุไว้ในการพัฒนาโครงการเมืองการบิน
ส่งผลให้พื้นที่ศูนย์ซ่อมกาศยานอู่ตะเภาที่ปัจจุบันการบินไทยทำสัญญาเช่าไว้กับกองทัพเรือ (ทร.) จะสิ้นสุดลง หลังจากนั้นตามสัญญาทาง ทร.จะเป็นผู้เตรียมพื้นที่ใหม่เพื่อให้การบินไทยได้พัฒนาศูนย์ซ่อมอากาศยานที่ใหญ่ขึ้น และรองรับอากาศยานเข้าซ่อมได้มากขึ้น โดยเบื้องต้นจะต้องใช้เวลาในการพัฒนาแห่งใหม่ราว 3 ปี ส่งผลให้ระหว่างนี้การบินไทยจะไม่มีเอ็มอาร์โออู่ตะเภาในการซ่อมบำรุงอากาศยาน
“หากแอร์บัสไม่ร่วมทุน เรื่องนี้ก็ผิดแผน การบินไทยก็ต้องหาวิธีร่วมทุนใหม่ และระยะเวลาที่เราไม่มีเอ็มอาร์โออู่ตะเภาก็จะมากขึ้น มากกว่า 3 ปีแน่นอน ซึ่งในอนาคตก็อาจจะเป็นปัญหาถึงการซ่อมบำรุงอากาศยาน”
รายงานข่าวจากจาก สกพอ.ระบุว่า โครงสร้างพื้นฐานที่จะมีการพัฒนาศูนย์ซ่อมอากาศยานอู่ตะเภา ซึ่งทางกองทัพเรือจะเป็นผู้ดำเนินการ ขณะนี้ได้ออกแบบเสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่สิ่งที่กังวล คือ ความล่าช้าในการเจรจาระหว่างการบินไทยและแอร์บัส เพราะหากยังมีการเจรจาไม่แล้วเสร็จการบินไทยอาจได้รับผลกระทบ เนื่องจากตามแผนงานพัฒนาสนามบินบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก จะต้องพัฒนาศูนย์ซ่อมดังกล่าวของการบินไทยที่อยู่อู่ตะเภาปัจจุบัน เพื่อสร้างเป็นรันเวย์ 2 ของสนามบินอู่ตะเภา
ปัจจุบัน กองทัพเรือได้ทำหนังสือเพื่อขอคืนพื้นที่ในการเตรียมส่งมอบให้กับเอกชนผู้ชนะการประมูล ดำเนินการสร้างสนามบินอู่ตะเภาแล้ว ดังนั้นหากการเจรจาร่วมทุนระหว่างแอร์บัสและการบินไทยเกิดติดปัญหา หรือเกิดกรณีที่ทางแอร์บัสไม่มายื่นข้อเสนอในวันที่ 6 มี.ค.นี้ อาจจะส่งผลกระทบต่อการบินไทยในการซ่อมบำรุงอากาศยานในอนาคตได้
อย่างไรก็ตามการเจรจารายละเอียดระหว่างการบินไทยและแอร์บัส ในช่วงที่ผ่านมา พบว่าปัญหาหลักที่ทำให้แอร์บัสยังไม่เข้ามายื่นข้อเสนอ จนทำให้ระยะเวลายืดเยื้อมามากกว่า 1 ปี เกิดจากการตีความประเด็นข้อกฎหมายร่วมทุน รวมไปถึงการปรับแบบก่อสร้าง และขอให้ภาครัฐ โดยกองทัพเรือเป็นผู้ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานให้พร้อม ทั้งการพัฒนาที่จอดรถ อาคารที่พักและโรงอาหาร ตลอดจนการพัฒนาลานหลุมจอดอากาศยาน
ขณะเดียวกัน ก่อนหน้านี้การบินไทยขอให้กองทัพเรือศึกษาความเป็นไปได้ หากมีกรณีที่การเจรจากับแอร์บัสไม่ได้ข้อสรุป กองทัพเรือก็จะสามารถนำแบบก่อสร้างไปปรับใช้และพัฒนาเองได้หรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้แสดงถึงความไม่ชัดเจนของแอร์บัส และการบินไทยต่อการร่วมทุนโครงการ
ในขณะที่เอกชนในธุรกิจการบินรายอื่นได้ติดต่อมายังกองทัพเรือเพื่อสอบถามถึงการลงทุนศูนย์ซ่อมอู่ตะเภา เป็นสัญญาณให้เห็นว่าดีมานด์ในการลงทุนธุรกิจนี้ก็มีสูง









