วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

'คลัง' จ่อแจกเงินกว่า 10 ล้าน รายสู้ 'โควิด-19'

คลังพร้อมเสนอชุดมาตรการสู้โควิด-19 เข้าครม.เศรษฐกิจศุกร์นี้ โดยเตรียมแจกเงินมากกว่า 1 พันบาทต่อรายเน้นกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและอาชีพอิสระที่มีรายได้ต่ำกว่า 1.5 หมื่นบาทต่อเดือนครอบคลุมมากกว่า 10 ล้านคน พรัอมอัดซอฟท์โลนแสนล้านบาทช่วยผู้ประกอบการ

นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเปิดเผยว่า ในวันศุกร์ที่ 6 มี.ค.นี้ กระทรวงการคลังจะเสนอคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจอนุมัติชุดมาตรการที่ 1 ในการดูแลผลกระทบต่อประชาชนและผู้ประกอบการที่ได้รับจากการระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่(โควิด-19) โดยขนาดของชุดมาตรการจะต้องเหมาะสมที่จะสามารถดูแลเศรษฐกิจในระยะ 3-4 เดือนข้างหน้านี้ ซึ่งหากคิดในแง่วงเงินแล้วจะมีมากกว่า 1 แสนล้านบาท และไม่ได้นำมาจากเงินกู้ หากคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจเห็นชอบ จะเสนอคณะรัฐมนตรีอนุมัติในวันอังคารที่ 10 มี.ค.นี้

“เราลองประเมินสถานการณ์ทั่วโลกว่าเป็นอย่างไร ฉะนั้น มาตรการที่เราออกมาจะเป็นมาตรการที่จำเป้น และเราพิจารณาอย่างรอบครอบ ทำแล้วต้องมีน้ำหนัก และ ต้องไม่ทำแบบกระปิดกระปอย แต่ยืนยัน สิ่งที่เราทำอยู่ในวินัยการเงินการคลังแน่นอน และ เราทำได้ เพราะฐานะการคลังการเงินเราแข็งแกร่งพอ ทั้งนี้ หากสถานการณ์ไม่ดีขึ้น เราจะมีชุดมาตรการต่อไป”

ทั้งนี้ หนึ่งในชุดมาตรการ คือ การโอนเงินเข้าไปช่วยเหลือ เน้นกลุ่มที่มีรายได้น้อย และ อาชีพอิสระ คาดว่าจะคลอบคลุมมากกว่า 10 ล้านคน โดยอาจจะมีรายได้ไม่เกิน 1.5 หมื่นบาทต่อเดือน ซึ่งหลักเกณฑ์การพิจารณาจะต้องมีความชัดเจน ซึ่งขณะนี้ ทางสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค.)อยู่ระหว่างพิจารณา ส่วนวงเงินในการช่วยเหลือจะมากกว่า 1 พันบาทต่อคน และ จะเป็นลักษณะการทยอยโอนให้ โดยผ่านระบบพร้อมเพย์ ทั้งนี้ ตนได้มอบหมายให้ปลัดกระทรวงการคลังไปคิดกระบวนการเบิกจ่ายว่าจะต้องมีความชัดเจนและไม่ชักช้า

สำหรับมาตรการอื่น ประกอบด้วย การออกซอฟท์โลน  โดยให้ธนาคารออมสินปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำแก่ธนาคารพาณิชย์เพื่อนำไปปล่อยต่อให้แก่ผู้ประกอบการ โดยรัฐบาลจะเป็นผู้ชดเชยส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยต้นทุนให้กับธนาคารออมสิน ขณะเดียวกัน ธนาคารแห่งประเทศไทยจะผ่อนปรนมาตรฐานทางบัญชีแก่ธนาคารพาณิชย์เพื่อให้ธนาคารพาณิชย์สามารถปล่อยสินเชื่อหรือปรับโครงสร้างหนี้ให้แก่ลูกค้าได้มากขึ้น

นอกจากนี้ จะมีมาตรการที่เข้าไปดูแลพนักงานเพื่อไม่ให้ถูกเลิกจ้าง โดยจะใช้มาตรการทางภาษีเพื่อจูงใจให้ผู้ประกอบการไม่เลิกจ้าง โดยนำรายจ่ายมาหักลดหย่อนภาษีได้มากกว่า 1 เท่า และ จะมีกลไกเข้าไปดูแลผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 เช่น ต้องออกจากงาน หรือ คนงานที่ต้องถูกกักตัว 14 วัน รวมถึง การลดค่าธรรมเนียมต่างๆที่หน่วยงานภาครัฐเป็นผู้จัดเก็บ เช่น กรมธนารักษ์ต้องจัดเก็บค่าธรรมเนียมจากการเช่าที่ราชพัสดุ ก็อาจผ่อนปรนให้ เป็นต้น

ทั้งนี้ สำหรับแรงงานในภาคธุรกิจท่องเที่ยว ที่อาจได้รับผลกระทบในแง่การจ้างงาน ทางกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จะจัดให้มีการฝึกอบรมผ่านสถาบันการศึกษาต่างๆ ซึ่งจะช่วยให้แรงงานในภาคธุรกิจท่องเที่ยวมีรายได้ในช่วงเวลาที่ถูกพักงานดังกล่าว

สำหรับมาตรการที่จะดูแลตลาดทุนนั้น จะมีการผ่อนคลายเกณฑ์การลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการออม(SSF)เพื่อให้สนับสนุนการลงทุนในตลาดทุนมากขึ้น โดยอาจจะขยายวงเงินการลงทุนที่จะได้รับลดหย่อนภาษีที่ใกล้เคียงกับกองทุนแอลทีเอฟมากขึ้น  ซึ่งสศค.อยู่ระหว่างการหารือในรายละเอียด แต่การขยายวงเงินดังกล่าวจะเป็นการทำในลักษณะชั่วคราว เพื่อพยุงตลาดทุนในช่วงสั้น ทั้งนี้ หากเรานำแอลทีเอฟมาใช้ จะไม่ทันการณ์ เพราะต้องใช้เวลาในการออกกฎหมาย

เขากล่าวด้วยว่า เดิมที่เรามีแผนที่จะเข้าไปช่วยเหลือผู้ประกอบการในกลุ่มท่องเที่ยว เพราะเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19มากที่สุด แต่ขณะนี้ เราเห็นว่า มีผู้ประกอบการในภาคอื่น เช่น ภาคผลิตก็ได้รับผลกระทบด้วย จึงออกมาตรการที่ครอบคลุม ส่วนการกระตุ้นการบริโภคนั้น เราไม่มีนโยบายลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่จะเข้าไปช่วยเหลือในแง่การลดวงเงินการหักภาษี ณ ที่จ่าย เพื่อให้ผู้ประกอบการและผู้เสียภาษีมีสภาพคล่องมากขึ้น แต่ไม่มีการลดอัตราภาษี

สำหรับมาตรการชิมช้อปใช้เฟสที่ 4 นั้น เรายังไม่มีการนำมาใช้ และ รวมถึง มาตรการการเพิ่มสวัสดิการคนจน ซึ่งคาดว่า จะเริ่มทำได้ในช่วงเดือนเม.ย.เป็นต้นไป เพราะในช่วงนี้ เป็นช่วงที่เราต้องให้ความสำคัญกับการดูแลผู้ที่ได้รับผลกระทบก่อนที่จะเข้าไปกระตุ้นการใช้จ่าย