วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

'กัลฟ์’ ยืนเด่นสวนดัชนีรูด นักลงทุนเก็งกำไร ‘3 ปัจจัยหนุน’ ดันราคาปิดบวก

‘กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี’ ราคาพุ่งสวนภาวะตลาดดิ่ง บล.เคทีบี ชี้นักลงทุนแห่เก็งกำไร หลังประกาศแตกพาร์ จ่ายปันผล 1.30 บาท แถมเป็นหุ้นปลอดภัยช่วงดัชนีร่วงหนัก ด้านบล.เอเซีย พลัส กางสถิติหุ้นที่ประกาศแตกพาร์ช่วง 10 ปีย้อนหลัง พบ ราคาพุ่งเฉลี่ย 14%

หุ้น บมจ.กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ (GULF) ถือเป็นหนึ่งในหุ้นที่ “แข็งแกร่ง” ท่ามกลางดัชนีตลาดหลักทรัพย์ที่ปรับตัวลดลงรุนแรงในวานนี้(24ก.พ.63) โดยราคาหุ้นปิดตลาดที่ 185.50 บาท เพิ่มขึ้น 3.50 บาท คิดเป็น 1.92% มูลค่าการซื้อขายรวม 4,213.70 ล้านบาท ระหว่างวันทำจุดสูงสุดที่ 193.50 บาท 

สาเหตุที่ GULF สามารถยืนบวกได้ตลอดวัน ส่วนหนึ่งจากนักลงทุนเข้ามาเก็งกำไรข่าวการแตกพาร์จาก 5 บาท เหลือ1 บาท และจ่ายเงินปันผลอีกหุ้นละ 1.30 บาท  

นายมงคล พ่วงเภตรา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุนหลักทรัพย์ บล.เคทีบี (ประเทศไทย) กล่าวว่า นักลงทุนเข้ามาเก็งกำไรหุ้น GULF จาก 3 ปัจจัย คือ คณะกรรมการ (บอร์ด) GULF อนุมัติการแตกพาร์ จาก 5 บาท เหลือ 1บาท ซึ่งเป็นผลบวกทางด้านจิตวิทยาทำให้นักลงทุนเข้ามาเก็งกำไร โดยสถิติที่ผ่านมาหุ้นขนาดใหญ่ที่มีการแตกพาร์ ราคาหุ้นจะปรับตัวเพิ่มขึ้น ตั้งแต่วันที่ประกาศไปจนถึงวันที่มีผลแตกพาร์ ประมาณ 5-10 %

การประกาศจ่ายเงินปันผลอีก 1.30 บาทต่อหุ้น และ ภาพรวมตลาดหุ้นไทยที่ปรับตัวลดลงนั้น ทำให้นักลงทุนต้องการหาหุ้นปลอดภัยลงทุน ซึ่งโรงไฟฟ้าถือว่าเป็นหนึ่งธุรกิจที่มีความปลอดภัย จากมีรายได้ที่มั่นคงและปีนี้รายได้เพิ่มขึ้น จากการรับรู้รายได้จากโครงการใหม่

‘สาเหตุหลักที่ราคาหุ้น GULF ปรับตัวขึ้นสวนภาวะตลาดคือ การประกาศแตกพาร์ ซึ่งเป็นผลบวกด้านจิตวิทยาแม้ไม่มีผลด้านพื้นฐาน แต่นักลงทุนจะรู้สึกว่าแตกพาร์แล้ว ราคาหุ้นถูกลงทำให้ซื้อขายได้สะดวกมากขึ้น’ นายมงคล กล่าว

ทั้งนี้บริษัทคาดกำไรปกติ GULF ปี 2563 อยู่ที่ประมาณ 4 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 15% จากช่วงเดียวกันปีก่อน เนื่องจากการรับรู้รายได้เต็มปีโครงการผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายเล็ก (SPP) ในประเทศ 4 โครงการและโรงไฟฟ้าโซลาร์ฟาร์ม ในเวียดนาม 2 โครงการ กำลังการผลิตตามสัดส่วนรวม 448 เมกะวัตต์ซึ่งทยอยจ่ายไฟในปี 2562และการเริ่มทยอยจ่ายไฟ ของโรงไฟฟ้าในโอมาน ขนาดการผลิตตามสัดส่วนราว 147 เมกะวัตต์ในปีนี้

ด้านบล.เอเซีย พลัส ระบุ หุ้นที่ประกาศแตกพาร์ นั้นจะแตกพาร์เฉลี่ยประมาณ 2 เดือนหลังจากวันการประกาศ ขณะราคาหุ้นมักจะตอบรับในเชิงบวกเสมอ โดยจากสถิติย้อนหลัง 10 ปี พบว่า หุ้นใน ดัชนี SET100 ทั้งหมดที่มีการแตกพาร์ ตั้งแต่ปี 2551จนถึงปัจจุบัน ราคาหุ้นมักตอบสนองเชิงบวกตั้งแต่วันที่ประกาศจนถึงวันแตกพาร์เฉลี่ยราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงถึง 14% และมีโอกาสให้ผลตอบแทนเป็นบวกถึง 75%  แต่ยิ่งใกล้วันแตกพาร์ ผลตอบแทนที่ได้จะลดลง

สำหรับGULF ถือเป็นหุ้นขนาดใหญ่ โดยปัจจุบันอยู่ทั้ง ในดัชนี SET50 และ SET100 และน่าจะปรับตัวขึ้นได้ดีกว่าดัชนีตลาดหุ้นไทย และเป็นไปในทิศทางเดียวกับหุ้นบลูชิพที่มีการแตกพาร์ในอดีต เช่น บมจ. บ้านปู (BANPU), บมจ.เซ็นทรัลพัฒนา (CPN), บมจ. ปตท. (PTT), บมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ (BDMS) และบมจ.ท่าอากาศยานไทย (AOT) ให้ผลตอบแทนเป็นบวกตั้งแต่วันประกาศแตกพาร์จนถึงวันแตกพาร์ทุกบริษัทราว 29%, 17% ,15% 11%และ 3% ตามลำดับ

อย่างไรก็ตามการแตกพาร์นั้นถือเป็นปัจจัยเชิงบวกที่ดีต่อราคาหุ้น GULF ในระยะสั้น แต่ราคาหุ้นของGULF ปัจจุบัน เกินกว่ามูลค่าเหมาะสมที่บริษัทให้ไว้ที่ 140บาท และตลาดที่ไม่ค่อยสดใส ทำให้ราคาหุ้น GULF อาจปรับตัวขึ้นได้ไม่ร้อนแรงเท่ากับสถิติในอดีต หากเก็งกำไรแนะนำเข้าลงทุนแล้วขายออกก่อนวันแตกพาร์