ปีที่ผ่านมา ธุรกิจธนาคารพาณิชย์ ต้องเผชิญปัจจัยที่เข้ามากระทบธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ทั้งกระแสเทคโนโลยีดีสรัปชั่น เศรษฐกิจชะลอ และการเปลี่ยนแปลงของกฏเกณฑ์การกำกับดูแล ซึ่งในปี2563 ปัจจัยเหล่านี้ยังคงตามมา “ท้าทาย”ธุรกิจธนาคารต่อเนื่อง
"รณดล นุ่มนนท์" รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) เปิดเผยว่า "โจทย์"และ "ความท้าทาย" ของธุรกิจแบงก์ในปี 2563 มี “5เรื่องสำคัญ ” คือ 1. การแข่งขันที่มากขึ้น จาการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี และผู้ให้บริการทางการเงินที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน(นอนแบงก์) ที่ทำให้แบงก์ต้องปรับตัว เร่งพัฒนาศักยภาพการให้บริการต่างๆ ให้ดีขึ้น โดยนำเทคโนโลยี หรือนวัตกรรมทางการเงินใหม่ๆมาใช้ ถือเป็นเรื่องสำคัญมากต่อแบงก์ในอนาคต
ขณะเดียวกัน เทคโนโลยีหลายด้านที่แบงก์ทดลองใช่ในช่วง 1-2ปีที่ผ่านมา เช่น ระบบไบโอเมตริกซ์ การใช้ข้อมูลต่างๆมาประกอบการปล่อยสินเชื่อ จะเห็นเป็นรูปธรรมมากขึ้น ดังนั้น ความท้าทายของแบงก์คือ แบงก์จะนำเทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้ได้อย่างเป็นรูปธรรม ทำให้การเข้าถึงบริการทางการเงินเป็นไปตามคาดการณ์หรือไม่ หากสามารถนำเทคโนโลยีเข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพ ทำให้เกิดการเข้าถึง และตอบโจทย์ลูกค้าได้ จะถือเป็นเรื่องที่ดี
2. ความเสี่ยงด้านไซเบอร์ซิเคียวริตี้ เมื่อแบงก์นำเทคโนโลยีต่างๆเข้าใช้อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น สิ่งที่แบงก์ต้องเจอคือ ความเสี่ยงด้านไซเบอร์ซีเคียวริตี้ ถือว่าเป็นความเสี่ยงใหม่ๆที่แบงก์ต้องเผชิญมากขึ้น เพื่อแลกกับประสิทธิภาพและการเข้าถึงบริการทางการเงินมากขึ้น ดังนั้น แบงก์ต้องให้แน่ใจว่า ระบบต่างๆที่นำมาใช้ จะทำให้เกิดความต่อเนื่อง ไม่สะดุด
" อย่าลืมว่าแบงก์มีต้นทุนเดิม ด้านความน่าเชื่อถือมายาวนาน ถือเป็นความได้เปรียบของแบงก์ โจทย์คือ ทำอย่างไรให้ลูกค้าอยู่กับแบงก์ต่อไป ผูกผันกับแบงก์มากขึ้น มองว่าสิ่งที่จำเป็นคือ ต้องเร่งนำนวัตกรรม พัฒนานำเทคโนโลยีเข้ามาเพื่อแข่งขันกับคู่แข่งที่เข้ามามากขึ้น"
3. กฏหมายใหม่ๆ เช่น พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล จะมีผลบังคับใช้ปี 2563 ซึ่งให้ความสำคัญกับสิทธิส่วนบุคคล ที่ต้องได้รับการยินยอมจากลูกค้า ลูกค้าจะต้องมีสิทธิในข้อมูลของตัวเองมากขึ้น ทำให้แบงก์ต้องระวังมากขึ้นในด้านการขอข้อมูลต่างๆ รวมถึง พ.ร.บ.การรักษาความมั่งคงปลอดภัยไซเบอร์ เพิ่มความเข้มข้นในการด้านการดูแลเรื่องเหล่านี้ แบงก์จำเป็นต้องเข้มงวด ดูแลและรายงานสถานการณ์ต่างๆให้คณะกรรมการรับทราบอย่างต่อเนื่อง ซึ่งพ.ร.บ.สองฉบับนี้ จะเข้ามาเพิ่มความท้าทายให้กับแบงก์ การทำธุรกิจต้องระมัดระวังในด้านเหล่านี้มากขึ้น
4. การเตรียมความพร้อมด้านข้อมูล ซึ่งธปท.อยากให้แบงก์ให้ความสำคัญกับด้านนี้ เช่น การนำข้อมูลไปเก็บไว้บนระบบคลาวด์ ที่ผ่านมาธปท.ได้แจ้ง Requirement กับแบงก์ว่า แม้จะมีการเก็บข้อมูลต่างๆบนคลาวด์ แต่แบงก์ต้องเก็บข้อมูลเหล่านี้ไว้ใช้ด้วย หากระบบคลาวด์เกิดเหตุขัดข้อง ดังนั้นแบงก์ต้องมีการเตรียมพร้อมด้านข้อมูล เพื่อให้มีการเรียกใช้ข้อมูลได้อย่างฉับไว ทันเวลา ซึ่งเชื่อว่า การเก็บข้อมูลไว้บนระบบ เป็นความเสี่ยงของการกระจุกตัวของผู้ให้บริการ เพราะคนที่่ทำระบบคลาวด์มีไม่กี่บริษัท ขณะที่ผู้ใช้บริการมีค่อนข้างมาก ฉะนั้นแบงก์จะต้องมีวิธีการ มีแผนฉุกเฉินรองรับ เพราะหากบริษัทเหล่านั้นสะดุดขึ้นมา อาจนำมาสู่ความเสี่ยงของแบงก์ได้ในระยะข้างหน้า
และ 5. การปล่อยสินเชื่ออย่างรับผิดรับชอบ ( Responsible lending) ธปท.ให้ความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ จากอดีตธปท.มักให้ความสำคัญกับเรื่อง "ความเสี่ยง"ของลูกค้าเป็นหลัก ทั้งความเสี่ยงจากการชำระหนี้ว่ามีเพียงพอหรือไม่ ความเสี่ยงด้านเครดิตเป็นอย่างไร แต่สิ่งที่จำเป็นต้องคำนึงถึงมากขึ้นเรื่อยๆ อยากให้แบงก์มองในด้าน "ความเพียงพอ"ด้วย ว่าลูกหนี้เหล่านี้มีเงินเพียงพอต่อการดำรงชีพหรือไม่
เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ธปท.ต้องออกไกด์ไลน์ ออกมาในช่วงไตรมาส 3 ปี 2562 ที่ผ่านมา และตั้งแต่ม.ค.เป็นต้นไป หลักการนี้จะเริ่มนำมาใช้ ซึ่งที่ผ่านมาธปท.มีการหารือรายแบงก์ว่าภายใต้หลักการนี้ แบงก์จะมีแผนอย่างไร เพื่อให้เป็นไปตามหลักการที่ธปท.วางไว้ เพราะหลักการนี้ไม่ใช่การบังคับ แต่เป็นความเห็นร่วมกันว่า แบงก์ควรมีความรับผิดรับชอบมากขึ้น จึงนำมาสู่การลงนาม หรือ MOUร่วมกันในช่วงที่ผ่านมา
สาเหตุที่ธปท.ให้ความสำคัญด้านนี้มากขึ้น ส่วนหนึ่งมาจาก "ปัญหาหนี้ครัวเรือน"ที่มีแนวโน้มสูงขึ้นเกือบ 80% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(จีดีพี ) และการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ขณะที่ระบบการออมในประเทศยังมีช่องว่างอยู่มาก ดังนั้นธปท.อยากให้ในอนาคต ประชาชนมีเงินเพียงพอในการใช้ดำรงชีพในระยะยาว เพราะการมีหนี้สินอาจสร้างปัญหาในระยะยาวได้ ดังนั้นการปล่อยสินเชื่ออย่างรับผิดชอบ จึงเป็นสิ่งที่ธปท.ให้ความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ ถือเป็นส่วนหนึ่งของการธนาคารเพื่อความยั่งยืน หรือ การคำนึงถึง ESG มากขึ้น
“วันนี้ระบบแบงก์มีความแข็งแกร่งเพียงพอ ประเด็นฐานะการเงินไม่ใช่ประเด็นที่ธปท.ห่วงใย เพราะเงินกองทุนของแบงก์วันนี้อยู่ในระดับสูง เงินสำรองตามเกณ์ ตามมาตราฐานบัญชีใหม่ IFRS9 ก็มีเพียงพอ แต่การรับมือกับความท้าทายเหล่านี้จะทำให้การเติบโตแบงก์มีความยั่งยืน และมีความพร้อมในการแข่งขันมากขึ้น ผ่านการคิดและหานวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคให้เข้าถึงบริการทางการเงินมากขึ้น อันนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญกว่า”






