วันนี้ดัชนีตลาดหุ้นไทยปิดที่ 1,568.50 จุด ลดลง 26.47 จุด หรือ -1.66% โดยมีมูลค่าการซื้อขาย 71,099.96 ล้านบาท หลังรับแรงกดดันจากความตึงเครียดระหว่างสหรัฐและอิหร่าน รวมถึงโรคระบาดในหลายประเทศ
วันนี้ดัชนีตลาดหุ้นไทยปิดที่ 1,568.50 จุด ลดลง 26.47 จุด หรือ -1.66% โดยมีมูลค่าการซื้อขาย 71,099.96 ล้านบาท ขณะที่หลักทรัพย์ที่มีการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับได้แก่ 1.PTT ปิดที่ 47.00 บาท เพิ่มขึ้น 0.50 บาท มูลค่าการซื้อขาย 4,289.09 ล้านบาท,2.GPSC ปิดที่ 87.75 บาท เพิ่มขึ้น 2.25 บาท มูลค่าการซื้อขาย 3,501.54 ล้านบาท,3.PTTEP ปิดที่ 133.50 บาท เพิ่มขึ้น 3.50 บาท มูลค่าการซื้อขาย 3,401.41 ล้านบาท,4.AOT ปิดที่ 72.25 บาท ลดลง -1.75 บาท มูลค่าการซื้อขาย 2,987.57 ล้านบาท และ5.KBANK ปิดที่ 143.50 บาท ลดลง -9.00 บาท มูลค่าการซื้อขาย 2,913.91 ล้านบาท
นางสาวธีรดา ชาญยิ่งยงค์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) เปิดเผยว่าภาพรวมตลาดหุ้นไทยที่ปรับตัวลดลงแรงนั้น คาดว่าเป็นเพราะรับปัจจัยเชิงลบจากต่างประเทศหลายเรื่องทั้งเรื่องความตึงเครียดระหว่างสหรัฐและอิหร่าน ที่ส่งผลให้มีแรงเทขายออกมาในหุ้นทุกกลุ่ม ยกเว้นเพียงกลุ่มพลังงานที่ได้รับอานิสงส์จากราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น และยังมีประเด็นเชิงลบจากโรคระบาดในหลายประเทศ ซึ่งฉุดราคาหุ้นในกลุ่มท่องเที่ยวและโรงแรม รวมถึงหุ้นสนามบินอย่าง AOT ด้วย
ขณะที่แนวโน้มตลาดหุ้นไทยในวันพรุ่งนี้ (7ม.ค.63) ประเมินว่าต้องรอลุ้นพัฒนาการของปัจจัยลบที่กดดันตลาดว่าจะทรงตัวหรือลุกลามมากขึ้น ซึ่งหากปัจจัยทั้งหมดคลี่คลายลงเชื่อว่ามีโอกาสที่ดัชนีฯจะดีดตัวขึ้นมาได้บ้าง แต่อาจไม่ไปไหนได้ไกลนัก เพราะยังมีปัจจัยกดดันอยู่หลายเรื่องที่ต้องใช้เวลาพอสมควร ส่วนกลยุทธ์การลงทุนช่วงนี้แนะนำให้เลือกหุ้นรายตัวหรือหุ้นที่ยังปรับตัวขึ้นได้น้อยกว่าตลาด ส่วนนักลงทุนที่รับความเสี่ยงไม่ได้แนะนำให้ชะลอการลงทุนออกไปก่อน พร้อมให้กรอบดัชนีไว้ที่ระดับ 1,550-1,580 จุด







