โบรกเกอร์ ประสานเสียงหุ้นไทยปี 63 “ฟื้น” ขานรับเทรดวอร์ผ่อนคลาย หนุนเศรษฐกิจโลกขยายตัว “เมย์แบงก์กิมเอ็ง” ประเมินกำไรบจ.ปีนี้โต 9% แตะระดับ 1.07 ล้านล้าน เคาะเป้าดัชนี 1,720 จุด ด้าน “ไทยพาณิชย์” ลุ้นเงินนอกไหลกลับ ดันหุ้นไทยแตะ 1,800
ดัชนีตลาดหุ้นไทยปี 2562 แทบไม่ได้ให้ผลตอบแทนกับผู้ลงทุนเลย โดยทั้งปีดัชนีปรับขึ้นเพียง 1.01% เท่านั้น ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนไหวของดัชนีหุ้นไทยในปีดังกล่าว คือ สงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน ทำให้เศรษฐกิจโลกชะลอ กดดันผลดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียน(บจ.) ที่ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง จนบริษัทหลักทรัพย์ต่างๆ ต้องหั่นคาดการณ์ “กำไรบจ.” ลงถึง 2 ครั้ง ทำให้นักลงทุนต่างชาติ เป็นผู้ขายสุทธิติดต่อกันเป็นปีที่ 3 อีก 4.4 หมื่นล้านบาท
อย่างไรก็ตามสถานการณ์สงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน เริ่มมีสัญญาณในเชิงบวกมากขึ้น สะท้อนผ่านการบรรลุข้อตกลงทางการค้าใน “เฟสแรก” นำไปสู่การเริ่มต้นเจรจาในเฟสถัดๆ ไป ทำให้ “นักวิเคราะห์” เริ่มมองตลาดหุ้นไทยในเชิงบวกมากขึ้น
นายวิจิตร อารยะพิศิษฐ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์(บล.) เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)หรือ MBKET ประเมินว่า ดัชนีหุ้นไทยปี 2563 อยู่ที่ 1,720 จุด ดีขึ้นจากปี 2562 เนืื่องจาก ปัจจัยสงครามการค้า(เทรดวอร์) ระหว่างสหรัฐ กับจีน จะมีทิศทางดีขึ้น แม้จะยังคงยืดเยื้อ แต่ได้ผ่านจุดแย่สุดไปแล้ว ซึ่งจะส่งผลทำให้เศรษฐกิจโลกเติบโต ขณะที่เศรษฐกิจไทยแม้การบริโภคจะยังไม่ค่อยดีแต่จะค่อยๆฟื้นตัวไปตามมาตรการกระตุ้นของภาครัฐ
เขากล่าวว่า เศรษฐกิจโลกที่เติบโตขึ้นในปี 2563 ทำให้การส่งออกของไทยถือว่าผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว และหากร่างงบประมาณปี2563 สามารถผ่านสภาผู้แทนราษฎรได้ เชื่อว่าจะหนุนให้ภาพการลงทุน และการใช้จ่ายภาครัฐมีมากขึ้น ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ ทำให้นักลงทุนมีความเชื่อมั่นการลงทุน โดยคาดกำไรบริษัทจดทะเบียน อยู่ที่ 1.07 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 9 %จากปี 2562 เนื่องจากเติบโตจากฐานต่ำ คิดเป็นอัตรากำไรต่อหุ้น (EPS) ที่101.7 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้นจากปี 2562 อยู่ที่ 93 บาทต่อหุ้น
ส่วนเม็ดเงินลงทุนต่างชาติมีลุ้นที่จะกลับมาซื้อ เพราะที่ผ่านมาขายหุ้นไทยติดต่อกัน3 ปีแล้ว ขณะที่บริษัทจัดอันดับเครดิตได้ปรับเพิ่มมุมมองประเทศไทยดีขึ้น หากกลางปี2563มีการปรับเพิ่มอันดับเครดิตจะหนุนเม็ดเงินต่างชาติกลับมาซื้อได้ แต่ไม่ได้คาดหวังมาก เพราะ ยังมีปัจจัยทางการเมืองกดดันและถ้าร่างงบประมาณประจำปี2563ผ่านออกมาแล้ว มีการใช้จ่ายงบประมาณแต่ไม่ได้มีผลหนุนการเติบโตเศรษฐกิจมากนัก นั้นจะมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติในการเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทย
นายมงคล พ่วงเพตา ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์และกลยุทธ์การลงทุน บล.เคทีบี (ประเทศไทย) กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยปี2563 ปรับตัวดีขึ้นกว่าปี 2562 เนื่องจาก คาดว่าสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนผ่อนคลายลง ซึ่งถือเป็นปัจจัยบวกหลัก แต่การปรับขึ้นของดัชนีไม่มาก เพราะ เศรษฐกิจโลก เศรษฐกิจไทย แม้มีการเติบโตดีขึ้นแต่ไม่มาก โดยคาดจีดีพีไทยอยู่ที่ 2.9%ขณะที่จีดีพีโลกต่ำกว่า 3% และ กำไรสุทธิของบจ.เติบโตต่ำ เพียง 8.2 % อยู่ที่9.8 แสนล้านบาท จากปี2562 มองติดลบ5.6% ซึ่งเป็นการฟื้นตัวของกำไรกลุ่มที่ปรับตัวลดลงมากในปี2562 เช่น กลุ่มพลังงาน ปิโตรเคมี จึงมองเป้าดัชนีอยู่ที่ 1,725 จุด
ทั้งนี้ปัจจัยที่ต้องติดตามที่จะมีผลกระทบต่อบรรยากาศการลงทุนในปี2563 คือ การเมืองในประเทศ การเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน ในเฟสที่2 และ 3 นั้น จะใช้เวลานานแค่ไหนและจะมีประเด็นกดดันอะไรใหม่ๆเกิดขึ้นหรือไม่ รวมถึงนโยบายการเงินและการคลังของธนาคารกลางต่างๆจะมีออกอะไรออกมาหรือไม่ เพราะตอนนี้ดูว่าประเทศต่างๆต้องการกระตุ้นด้วยดอกเบี้ย หรือทางด้านภาษี
"ทิศทางเม็ดเงินลงทุนต่างชาตินั้น คาดว่าจะยังไม่กลับมาซื้อหุ้นไทยในเร็ววันเพราะ กำไรบจ.และราคาหุ้นตอนนี้ยังไม่จูงใจ โดยการที่นักลงทุนต่างชาติจะกลับมาซื้อหุ้นไทย ขึ้นอยู่กับ 3 ปัจจัย คือ เห็นชัดเจนว่ากำไรบจ.ปรับตัวขึ้น การเมืองมีเสถียรภาพ และ เทรดวอร์มีพัฒนาการที่ดีขึ้น"นายมงคล กล่าว
นายกรภัทร วรเชษฐ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและบริการการลงทุน-กลยุทธ์การลงทุน บล.โนมูระพัฒนสิน กล่าวว่า ปัจจัยบวกต่อตลาดทุนทั่วโลกในปี 2563 มี 5เรื่อง คือ 1.เทรดวอร์สหรัฐกับจีน ที่สามารถตกลงเจรจาการค้าเฟสแรก จากที่เป็นปัจจัยกดดันตลาดหุ้นทั่วโลกมาถึง18 เดือน ซึ่งเชื่อว่าจะมีทิศทางผ่อนคลายขึ้น พร้อมเดินหน้าเจรจาเฟส2 ต่อไป กรณีเบร็กซิท ที่กดดันตลาด3 ปีนั้น มีทิศทางดีขึ้นเช่นกัน จากที่อังกฤษได้รัฐบาลเสียงข้างมากเชื่อกระบวนการทำเบร็กซิทแบบมีดีลได้ง่ายขึ้น 2. เศรษฐกิจโลกฟื้นตัว เพราะ ประเมินว่าเศรษฐกิจต่ำโลกผ่านจุดต่ำสุดในไตรมาส3 ปี 2562 จากที่ดัชนีภาคการผลิต (PMI)ของประเทศขนาดใหญ่ปรับตัวดีขึ้น
3.การปรับลดกำไรของตลาดหุ้นเอเชีย ได้ผ่านจุด ต่ำสุดไปแล้วเช่นกัน และมีทิศทางเติบโตดีขึ้น 4. ธนาคารกลางของประเทศต่างๆยังคงใช้งนโยบายการเงิน ผ่อนคลาย และทางสหรัฐ กับจีน จะมีการใช้นโยบายการคลังเข้ามาช่วยประคองเศรษฐกิจโลก และ5.สภาพคล่องเม็ดเงินทั่วโลกยังสูงทำให้มีเม็ดเงินไหลเข้าลงทุนตลาดหุ้น
ขณะที่่ประเทศไทย จะได้รับผลดีจากเศรษฐกิจโลกปรับตัวดีขึ้น ซึ่งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยมีลักษณะค่อยเป็นค่อยไป โดยคาดว่าจะเริ่มปรับตัวดีขึ้นในช่วงหลังครึ่งปีหลัง 2563 จากการใช้จ่ายงบประมาณของภาครัฐ ทำให้จีดีพีโต ได้ 3% และทั้งปี2563คาด โต 2.7 % จากปี2562 คาดโต 2.3% และปีโอกาสที่นักลงทุนต่างชาติกลับมาซื้อสุทธิประมาณ 1.5-2 หมื่นล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับเสถียรภาพ การเมืองของไทย ซึ่งประเมินกำไรบจ.ปี2563 แตะ 1 ล้านล้านบาท โต 9 % จากปี2562 คิดเป็น EPS อยู่ที่ 103.5 บาทต่อหุ้น โดยมองกรอบแนวรับที่1,500-1,524 จุดแนวต้านที่ 1,750-1,760 จุด และให้เป้าหมายดัชนีตลาดหุ้นไทยปี2563 ที่1,734 จุด ซึ่งมีค่า P/E 16.75เท่า
นายสุกิจ อุดมศิริกุล กรรมการผู้จัดการ สายงานวิจัย บล.ไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทยปี 2563 คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 1,700-1,800 จุด เนื่องจาก ภาพรวมเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยจะมีการฟื้นตัวดีขึ้น การค้าขายระหว่างระเทศดีขึ้น จากเทรดวอร์ที่มีการทิศทางผ่อนคลาย และคาดว่ากำไรบจ.เติบโตได้ 12 % จาก2 ปีที่ผ่านมา(61-62) ติดลบ โดยประเมิน EPS อยู่ที่ 103 บาทต่อหุ้น จากปี2562 มี EPS ที่ 93บาทต่อหุ้น ที่คาดติดลบ3% จากปี 2561
ด้านเม็ดเงินต่างชาติคาดว่าจะกลับมาซื้อในตลาดหุ้นเกิดใหม่ จากที่ในปี2562 ตลาดหุ้นเกิดใหม่ปรับตัวขึ้นน้อยกว่าตลาดหุ้นพัฒนาแล้วจึงคาดว่าจะมีการโยกเม็ดเงินเข้ามาซื้อ ประกอบกับนักลงทุนต่างชาติมีการขายหุ้นไทยต่อเนื่องถึง 3ปีติดต่อกันแล้ว ซึ่งหากเป็นไปตามคาดมีโอกาสดัชนีแตะระดับ 1,800 จุด








