วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ธปท.คาดจีดีพีQ4ขยายใกล้2.5%

ธปท.ประเมินการส่งออกในเดือนธ.ค.จะขยายตัวติดลบน้อยกว่าเดือนพ.ย.ที่ขยายตัวติดลบ7.7% ทำให้คาดการณ์จีดีพีไตรมาสสี่ขยายตัวใกล้ 2.5% และทั้งปีขยายตัวได้ 2.5% ส่วนปีหน้าเชื่อการส่งออกและการลงทุนจะเป็นตัวสนับสนุนจีดีพีให้ขยายตัวได้ 2.8%

นางสาวพรเพ็ญ สดศรีชัย ผู้อำนวยการสำนักวิเคราะห์ภาวะเศรษฐกิจ ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)ประเมินการขยายตัวเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 4 จะขยายตัวได้ใกล้เคียง 2.5% และทั้งปียังคาดขยายตัวได้ 2.5% ส่วนปีหน้าคาดจีดีพีขยายตัวได้ 2.8% โดยการส่งออกในเดือนธ.ค.คาดจะขยายตัวติดลบได้น้อยกว่าเดือนพ.ย. ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะฐานการส่งออกในปีก่อนขยายตัวต่ำ

“เราประเมินว่า การส่งออกในเดือนธ.ค.จะขยายตัวติดลบน้อยกว่าในเดือนพ.ย.ที่ติดลบ 7.7%  ส่วนหนึ่งเป็นเรื่องของฐานการส่งออกในปีที่แล้วต่ำด้วย สำหรับมูลค่าการส่งออกในรอบ 11 เดือนขยายตัวติดลบที่ 3.4% ส่วนทั้งปีคาดจะขยายตัวติดลบที่ 3.4% ส่วนการส่งออกปีหน้าคาดการณ์ขยายตัว 0.5%”

สำหรับเศรษฐกิจในปีหน้านั้น ธปท.ประเมินว่า การส่งออกและการลงทุนจะเป็นตัวสนับสนุนการเติบโตเศรษฐกิจ(จีดีพี)ในปีหน้า โดยคาดการณ์จีดีพีในปีหน้าจะขยายตัวได้ 2.5% ส่วนการลงทุนภาคเอกชนจะขยายตัวได้ 3.4% และการลงทุนภาครัฐจะขยายตัวได้ 6.3%

“เศรษฐกิจปีหน้าจะขึ้นอยู่กับการส่งออกและการลงทุนภาคเอกชน โดยการส่งออกยังขึ้นอยู่กับการค้าโลก ซึ่งส่วนใหญ่นักวิเคราะห์มองว่า น่าจะดีกว่าปีนี้ ส่วนความไม่แน่นอนนั้น ยังมีอยู่”

ส่วนการลงทุนนั้น จะได้รับแรงสนับสนุนจากการลงทุนภาครัฐที่จะเริ่มกลับมาหลังจากงบประมาณรายจ่ายปี 2563 เริ่มมีผลบังคับใช้ในช่วงต้นปีหน้า ทำให้โครงสร้างการลงทุนในภาพใหญ่ดีขึ้น ทั้งนี้ การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยนั้น จะพึ่งหวังจากการส่งออกได้ยากขึ้น ดังนั้น การลงทุนจะต้องเข้ามามีส่วนช่วย ซึ่งนอกจากจะช่วยพยุงเศรษฐกิจระยะสั้นแล้ว ยังจะเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจระยะยาวด้วย

“ที่อยากฝากความหวัง คือ การลงทุนภาคเอกชนที่อยากเห็นเพิ่มขึ้นหลังจากที่ตัวเลขการลงทุนต่ำมาต่อเนื่อง ขณะที่ สภาวะการเงินอยู่ในระดับที่เอื้อต่อการลงทุน ดังนั้น ถ้าเศรษฐกิจกลับมา การลงทุนภาคเอกชนที่ปรับเปลี่ยนการผลิต จะช่วยให้การค้าขายดีขึ้นได้”

นางสาวพรเพ็ญยังกล่าวถึงดุลบัญชีเดินสะพัดที่เป็นบวกมากในเดือนพ.ย.ที่ผ่านมา โดยมียอดเกินดุลถึง 3,375 ล้านดอลลาร์จากเดือนพ.ย.เกินดุล 2,905 ดอลลาร์ว่า เป็นผลจากยอดนำข้าที่น้อยลงในหมวดเชื้อเพลิง ซึ่งหดตัวถึง 50% และ การนำเข้าชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ก็ลดลงล้อไปกับการส่งออกที่ลดลงด้วย โดยรวมการนำเข้าสินค้าทุนลดลง สะท้อนการลงทุนในประเทศที่ขยายตัวต่ำ

สำหรับสถานการณ์หนี้ครัวเรือนนั้น เป็นเรื่องที่ทุกภาคส่วนกังวลและเร่งแก้ไขปัญหา โดยธปท.เองก็พยายามดูแลปรับโครงสร้างหนี้ผ่านคลินิกแก้หนี้ อย่างไรก็ตาม เรื่องหนี้ครัวเรือนเป็นเรื่องที่ต้องล้อไปกับภาวะเศรษฐกิจด้วย เมื่อเศรษฐกิจดีขึ้นได้บ้าง หนี้ครัวเรือนก็จะผ่อนคลายลง แต่คงต้องใช้เวลา

ส่วนการปรับขึ้นค่าแรงนั้น เท่าที่มอง เพิ่มขึ้นไม่มากนัก ซึ่งธปท.มองว่า จะช่วยกระตุ้นกำลังซื้อในประเทศได้ แต่ถ้าต้องการช่วยผู้ประกอบการฝั่งแรงงานจะต้องเพิ่มทักษะการทำงานให้ดีขึ้นด้วย