สทนช. ชี้แล้ง 63 รุนแรงมาก เพิ่มระบายน้ำป้องเค็ม หวั่นขโมยสูบลงนาปรังเกินแผนแล้วกว่า 2.9 ล้านไร่ ประสานมหาดไทยช่วยดูพร้อม ดัน ครม.อนุมัติงบ 2.6 พันล้าน 2,000 โครงการแก้ด่วน
นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยภายหลังการประชุมจัดทำแผนปฏิบัติการป้องกันแก้ไขปัญหาภัยแล้ง ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ว่า สภาพากาศที่ร้อน ความชื้นมีน้อย การระเหยของน้ำมีสูง ทำให้ปริมาณน้ำสูญเสียไปมาก จากประมาณการณ์ฝนที่คาดว่าจะตกในเดือน ม.ค. - พ.ค. จะมีน้อยมาก รวมไปถึงต้นฤดูฝนปี 63 ดังนั้นการบริหารจัดการน้ำที่มีอยู่ในเขื่อนปัจจุบันต้องลากยาวไปจนถึงเดือน ก.ค.
ทั้งนี้จากการรายงานของกรมชลประทาน ระบุว่า จำเป็นต้องปรับแผนการระบายให้จากเขื่อนเจ้าพระยามากขึ้นอีก 10 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) ต่อวัน เพื่อละลายน้ำเค็มที่คาดว่าจะรุกเข้ามามากขึ้นในเดือน ม.ค. - ก.พ. ซึ่งจะส่งผลให้มีการใช้น้ำจากเขื่อนเจ้าพระยามากขึ้น จึงจำเป็นที่ต้องฝันน้ำจากฝั่งตะวันตกเข้ามาช่วย ผ่านคลองประปา รวมทั้งที่เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ในขณะที่ต้องใช้เครื่องสูบน้ำเร่งการระบายให้ทันไล่น้ำเค็มภายใน6 ชั่วโมงเท่านั้น
อย่างไรตาม จากการสำรวจพื้นที่ปลูกข้าวนาปรังรอบที่ 2 บรเวิณลุ่มเจ้าพระยาขณะนี้พบว่ามีมากกว่า 2-2.9 ล้านไร่ โดยในจังหวัดนครสวรรค์ปลูกมากที่สุดเกินแผนไปแล้ว 7 หมื่นไร่ และฉะเชิงเทรา 7พันไร่ นาปรังเหล่านี้จะต้องการน้ำมากที่สุดในช่วงเดือนก.พ. – มี.ค. ที่เป็นช่วงการเจริญเติบโตแต่มีน้ำเพื่อหล่อเลี้ยงน้อย เสี่ยงต่อการขโมยสูบน้ำรายทางที่มีสถานีสูบน้ำมากกว่า100 สถานขึ้นไป
สทนช. จึงประสานกับกระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประชาสัมพันธ์ กับเกษตรกร ให้เห็นความสำคัญการใช้น้ำเพื่ออุปโภคบริโภคเป็นหลัก และประเทศไทยจะเห็นภาพภัยแล้งที่รุนแรงมากขึ้นไปอีกในเดือน เม.ย.- มิ.ย. จำเป็นที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือเพื่อประหยัดการใช้น้ำอย่างจริงจัง
ทั้งนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องติดตามและปรับแผนให้สอดคล้องกับ สถานการณ์น้ำ โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีปริมาณน้ำต้นทุนน้อยที่มีความสุ่มเสี่ยงที่อาจจะได้รับผลกระทบได้ในอนาคต เช่น ลุ่มเจ้าพระยา ภาคตะวันออก และจังหวัดภูเก็ต ต้องวางกรอบแนวทางมาตรการเฉพาะพื้นที่เป็นระยะ ๆ
สำหรับแผนงานโครงการในการดำเนินการแก้ไขปัญหาภัยแล้งระยะเร่งด่วนในพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำอุปโภค-บริโภคเป็นหลัก ตามที่ทุกหน่วยงานได้ทำการสำรวจความพร้อมในการดำเนินการได้ทันที แบ่งเป็นสองส่วน คือ 1.การดำเนินการโดยใช้งบปกติของหน่วยงาน รวมทั้งสิ้น 1,333 โครงการ วงเงิน 2,918 ล้านบาท ประกอบด้วย โครงการนอกเขตการประปา จำนวน 1,160 โครงการ วงเงิน 2,265 ล้านบาท แบ่งเป็น 1. ด้านประปาหมู่บ้าน 528 โครงการ ดำเนินการโดย กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) วงเงิน 1,267 ล้านบาท ได้แก่ โครงการก่อสร้างระบบประปาหมู่บ้าน 301 โครงการ 844 ล้านบาท โครงการขยายเขตประปาหมู่บ้าน 40 โครงการ 98 ล้านบาท โครงการปรับปรุงซ่อมแซมระบบประปา 187 โครงการ 325 ล้านบาท
ด้านการพัฒนาแหล่งน้ำ ได้แก่ โครงการก่อสร้าง/ปรับปรุงแหล่งน้ำ 431 โครงการ 928 ล้านบาท โครงการก่อสร้าง/ปรับปรุงระบบธนาคารน้ำใต้ดิน 201 โครงการ 70 ล้านบาท และ โครงการในเขตการประปาส่วนภูมิภาค ดำเนินการโดย การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) รวม 173 โครงการ วงเงิน 653 ล้านบาท
ขอรับการสนับสนุนงบกลางเพิ่มเติม รวม 2,008 โครงการ วงเงิน 2,625 ล้านบาท แบ่งเป็น โครงการนอกเขตการประปา จำนวน 1,962 โครงการ วงเงิน 1,888 ล้านบาท แบ่งเป็น ด้านอุปโภคบริโภค 1,955 โครงการ วงเงิน 1,864 ล้านบาท ได้แก่ โครงการขุดเจาะบ่อบาดาล รวม 1,053 โครงการ วงเงิน 1,245 ล้านบาท ดำเนินการโดย หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา (นทพ.) 187 โครงการ 221 ล้านบาท กองทัพบก 155 โครงการ 183 ล้านบาท กรมทรัพยากรน้ำบาดาล (ทบ.) 711 โครงการ 841 ล้านบาท โครงการจัดหาแหล่งน้ำผิวดิน โดย สถ. 232 โครงการ วงเงิน 147 ล้านบาท โครงการซ่อมแซมระบบประปา โดย สถ. 670 โครงการ วงเงิน 472 ล้านบาท
ด้านการช่วยเหลือโรงพยาบาล 7 โครงการ วงเงิน 23.8 ล้านบาท แบ่งเป็น โครงการขุดเจาะบ่อบาดาล โดย นทพ. 3 โครงการ 0.8 ล้านบาท โครงการซ่อมแซมระบบประปา โดย สถ. 4 โครงการ 23 ล้านบาท และ โครงการในเขตการประปาส่วนภูมิภาค ด้านอุปโภคบริโภค ดำเนินการโดย กปภ. รวม 46 โครงการ วงเงิน 737 ล้านบาท
ทั้งนี้ สทนช. จะรวบรวมแผนงานโครงการงบเสนอผ่านสำนักงบประมาณให้ความเห็น ก่อนเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในช่วงต้นเดือน ม.ค. 63 เพื่ออนุมัติงบกลางในการดำเนินการต่อไป รวมทั้งใช้ศูนย์อำนวยการน้ำเฉพาะกิจเป็นศูนย์กลางในการติดตามสถานการณ์ภัยแล้งและประเมินผล แก้ไขปัญหา ในเชิงนโยบาย
ปรับแผนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ โดยเชื่อมโยงข้อมูลในเชิงพื้นที่กับศูนย์บรรเทาภัยของหน่วยงานปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง เช่น กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง กระทรวงมหาดไทย ศูนย์บรรเทาสาธารณภัย กระทรวงกลาโหม ศูนย์ติดตามและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตร/ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ศูนย์เมขลา/ศูนย์นาคราช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม









