วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

1,545 ยืนให้มั่น

ความกังวลสถานการณ์การเมืองภายในประเทศที่มีโอกาสชุมนุมในอนาคตเพิ่มเติมจะกดดันต่อทิศทางการลงทุนให้อ่อนตัวลง

ตลาดหุ้นวานนี้

SET Index ทรุดตัวลงแรง -24.17 จุด (-1.54%) ปิดที่ระดับ 1,549 จุด มูลค่าการซื้อขาย 5.3 หมื่นล้านบาท โดยเป็นแรงขายทำกำไรหลังดัชนีดีดตัวขึ้นตอบรับสหรัฐ-จีนบรรลุข้อตกลงการค้าเฟสแรกไประดับนึงแล้ว นอกจากนี้ยังถูกความกังวลภาวะการเมืองในประเทศหลังมีการชุมนุมในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมากดดันให้มีแรงขายในกลุ่ม PETRO, ENERG และ CONS กดให้ดัชนีปรับตัวลงแรง ส่วนนักลงทุนต่างชาติพลิกเป็นขายสุทธิ 4,832 ล้านบาท และ Net Short TFEX 26,988 สัญญา แต่ซื้อสุทธิในตลาดพันธบัตร 353 ล้านบาท

แนวโน้มตลาดหุ้นวันนี้

เรามีมุมมองเป็นกลางคาด SET Index แกว่งตัว 1,545 -  1,560 จุด โดยแม้ว่าภาวะตลาดจะได้แรงหนุนจากข่าวสหรัฐ-จีนบรรลุข้อตกลงการค้าเฟสแรก ซึ่งคาดว่าจะลงนามข้อตกลงในช่วงต้นเดือนม.ค.2020 รวมถึงราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวขึ้นยืนเหนือ 60 US/Barrel ตอบรับตัวเลขการผลิตภาคอุตฯเดือนพ.ย.ของจีน +6.2% รวมถึง PMI ภาคการผลิตและบริการเดือนธ.ค.ของสหรัฐปรับตัวขึ้นสู่ 52.2 จุดซึ่งเป็นบวกต่อกลุ่มพลังงานและดัชนี อย่างไรก็ตามกระแส Fund flow ต่างชาติที่ยังคงไหลออกต่อเนื่อง (Net sell 2 หมื่นลบ. MTD.) จากความกังวลสถานการณ์การเมืองภายในประเทศที่มีโอกาสชุมนุมในอนาคตเพิ่มเติมจะกดดันต่อทิศทางการลงทุนให้อ่อนตัวลง

กลยุทธ์การลงทุน: Selective Buy

  • กลุ่ม Global Play: PTTEP, TOP, PTTGC, IVL, KCE, HANA อานิสงส์ข่าวจีน-สหรัฐบรรลุข้อตกลงการค้าเฟสแรก
  • กลุ่มหุ้นที่คาดว่าจะได้เข้าคำนวณ SET 50 (VGI) และ SET 100 (STPI, THG, TQM, VGI) รอบใหม่
  • กลุ่มที่คาดว่างบ 4Q19 เติบโต ได้แก่ GPSC, CPF, ERW, TASCO, EPG , SAWAD, MTC, JMT, BCH, CHG

หุ้นแนะนำวันนี้

  • BCH (ปิด 17.3 ซื้อ เป้า IAA Consensus 20 บาท) กำไรสุทธิยังเติบโตดี ระยะสั้นยังมี story และ upside จากประเด็นการขอปรับขึ้นค่ารักษาพยาบาลจากกลุ่มลูกค้าประกันสังคม โดยปกติจะมีการเจรจาเพื่อปรับค่ารักษาพยาบาลกันทุก 2 ปี (BCH ปรับขึ้นราคาครั้งสุดท้าย เมื่อเดือน ก.ค.ปี 2017)
  • PTTEP (ปิด 122.5 ซื้อ/เป้า 135) ได้ประโยชน์โดยตรงจากราคาน้ำมันดิบกลับมาฟื้นตัว และไม่มี Over hang จากประเด็นการปรับโครงสร้างราคาน้ำมันมากวนใจ ขณะที่แนวโน้มงบ 4Q19 จะยังเด่นสุดของกลุ่ม PTT เพราะมีแรงหนุนจากปริมาณขายที่เพิ่มขึ้นจากการรับรู้การผลิตจากแหล่งเมอร์ฟี่ที่ซื้อเข้ามาเต็มไตรมาส

บทวิเคราะห์วันนี้

QH (ปิด 2.70 ถือ/เป้าใหม่ 2.6 เดิม 3.15)

ประเด็นสำคัญวันนี้

  • (+) ข้อมูลเศรษฐกิจจีนและสหรัฐค่อยๆฟื้นตัวนับเป็นสัญญาณบวกต่อแนวโน้มเศรษฐกิจโลกในปีหน้า: สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน (NBS) รายงานตัวเลขการผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือน พ.ย. เพิ่มขึ้น 6.2% yoy ดีกว่าที่ตลาดคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเพียง 5% yoy ขณะที่ยอดค้าปลีกเดือนพ.ย.เพิ่มขึ้น 8% yoy ดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 7.6% yoy เช่นเดียวกับสหรัฐซึ่งเมื่อคืน ไอเอชเอส มาร์กิต รายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) รวมภาคการผลิต และภาคบริการเบื้องต้นของสหรัฐ ในเดือน ธ.ค. เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 52.2 สูงสุดในรอบ 5 เดือน และสมาคมผู้สร้างบ้านแห่งชาติ (NAHB) ของสหรัฐรายงาน ดัชนีความเชื่อมั่นผู้สร้างบ้านเดือน ธ.ค. เพิ่มขึ้น 5 จุด สู่ระดับ 76 สูงสุดนับตั้งแต่เดือน มิ.ย.1999 หรือสูงสุดในรอบกว่า 20 ปี
  • (+) กลุ่มโรงพยาบาล วันนี้ติดตามการประชุมของ สปส.พิจารณาปรับขึ้นอัตราค่ารักษาพยาบาลกลุ่มลูกค้าประกันสังคม Top pick CHG, BCH: วันนี้สำนักงานประกันสังคม (สปส.) จะมีการพิจารณาปรับขึ้นค่ารักษาพยาบาลกลุ่มลูกค้าประกันสังคม ซึ่งทุกๆ 2 ปีจะมีการปรับขึ้นค่ารักษาพยาบาล 1 ครั้ง โดยครั้งล่าสุดที่มีการปรับค่ารักษาฯเกิดขึ้นเมื่อเดือน ก.ค.ปี 2017 ดังนั้งจึงมีความเป็นไปได้สูงที่ สปส.จะปรับขึ้นค่ารักษาให้กับผู้ประกอบการอีกครั้ง หากมีการปรับขึ้นจริงจะส่งผลบวกโดยตรงต่อผู้ประกอบการโรงพยาบาลโดยเฉพาะโรงพยาบาลที่เน้นกลุ่มลูกค้าประกันสังคม นำโดย CHG (มีสัดส่วนรายได้จากลูกค้าประกันสังคม 31% และ BCH 32%) ซึ่งทุกๆ 1% ของค่ารักษาพยาบาลที่เพิ่มขึ้นจะเพิ่มกำไรให้กับ CHG และ BCH ประมาณ 1-2%
  • (+/-) พรุ่งนี้ติดตามการประชุม กนง.คาดคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 1.25% ตามเดิมแต่อาจปรับลดคาดการณ์ GDP ปีนี้และปีหน้าลง: เรายังคงมุมมองเดิมโดยคาดการประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันพรุ่งนี้จะมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 1.25% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์เอาไว้ตามเดิม อย่างไรก็ตามฝ่ายวิจัยแบงก์กรุงศรีฯคาดว่าแบงก์ชาติอาจจะลดดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในช่วงต้นปีหน้าเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและช่วยชะลอการแข็งค่าของเงินบาท นอกจากนี้เรายังเชื่อว่าการประชุมครั้งนี้แบงก์ชาติอาจจะมีการประกาศลดคาดการณ์ GDP ของปีนี้และปีหน้าลงเพื่อสะท้อนภาพเศรษฐกิจที่เติบโตได้น้อยกว่าคาดในช่วงที่ผ่านมาและแนวโน้มปีหน้ายังมีความท้าท้ายจากภาคการส่งออก รวมไปถึงการบริโภคในประเทศที่อาจชะลอตัวลงจากภาวะหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง