โบรกฯ คาดราคาทองคำช่วงโค้งสุดท้ายของปีส่อแววขาขึ้นอีกระลอก ลุ้นทำจุดระดับสูงสุดใหม่ 1,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ หากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีนยังคงยือเยื้อ-การเจรจาล้มเหลว พร้อมรอลุ้นมาตรการแบงก์ชาติที่จะออกมาในช่วงสิ้นเดือนพ.ย.นี้
นางสาวเบญจมา มาอินทร์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด หรือ YLG เปิดเผยว่าประเมินว่าทิศทางราคาทองคำในตลาดโลกในช่วงที่เหลือของปีนี้ (ไตรมาส4/62) ยังมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยคาดว่ามีโอกาสที่ราคาทองคำจะกลับมาแตะที่ระดับสูงสุดเดิมของปีที่บริเวณ 1,557 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และมีแนวโน้มทำจุดสูงสุดใหม่ (นิวไฮ) ของปีนี้หรือขึ้นมายืนเหนือระดับ 1,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้(สูงสุดในรอบ 6 ปี) หากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีนยังคงยือเยื้อและการเจรจาการค้ายังไม่สามารถหาข้อตกลงกันได้
ทั้งนี้ปัจจุบันราคาทองคำดีดตัวขึ้นมาที่ระดับ 1,511 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลังจากที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง แม้ยังส่งสัญญาณคงอัตราดอกเบี้ยหลังจากนี้ ประกอบกับตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯที่ยังซบเซา รวมถึงกระแสข่าวการเจรจาการค้าระหว่างจีนและสหรัฐที่ยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ทั้งหมด ซึ่งส่งผลให้แนวโน้มค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงและหนุนให้ราคาทองคำปรับตัวเพิ่มขึ้น
ขณะที่เชื่อว่าแนวโน้มราคาทองคำยังมีทิศทางเป็นบวก โดยมี 5 ปัจจัยที่สนับสนุนราคาทองคำในตลาดโลกให้ปรับตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่ 1.การเจรจาการค้าระหว่างจีนและสหรัฐที่ยังไม่แน่นอน,2.เศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มชะลอตัว,3.ธนาคารกลางทั่วโลกใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย,4.ความไม่แน่นอนทางการเมือง เช่น เกาหลีเหนือยังยิงขีปานาวุธ,การค่ำบาตรอิหร่านหรือการโจมตีกลุ่มไอเอส เป็นต้น และ5.ฟันด์โฟลว์ที่ยังไหลเข้าทองคำต่อเนื่อง เช่น เม็ดเงินจากกองทุน ETF ทองคำ หรือธนาคารกลางต่างๆทั่วโลกที่ยังซื้อทองคำอยู่
“มองว่าปัจจัยพื้นฐานยังซับพลอตราคาทองคำอยู่ เพราะเม็ดเงินต่างๆทั้งจากกอง ETF และการซื้อขายทองคำล่วงหน้าก็ยังมีเงินไหลเข้าต่อเนื่อง ขณะที่นับตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน (YTD) ราคาทองคำในตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นแล้วกว่า 17.8% และราคาทองคำในประเทศปรับตัวเพิ่มขึ้นราว 9.8%”
นางสาวเบญจมา กล่าวต่อว่าส่วนด้านราคาทองคำในประเทศคาดว่ายังมีแนวโน้มขาขึ้นเช่นกัน แต่อาจปรับตัวขึ้นน้อยกว่าราคาตลาดโลก เนื่องจากได้รับแรงกดดันจากค่าเงินบาทที่ปรับตัวแข็งค่าอย่างต่อเนื่องโดยในช่วง YTD ค่าเงินบาทแข็งค่ากว่า 6.5% ขณะที่ปัจจุบันราคาทองคำในประเทศอยู่ที่ระดับ 21,950 บาทต่อบาททองคำ จากที่เคยทำจุดสูงสุดในปีนี้ที่ระดับ 22,400 บาทต่อบาททองคำ ซึ่งถือว่าทำจุดสูงสุดในรอบ 3 ปี
นายแพทย์กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัท MTS Gold แม่ทองสุก กล่าวว่ามาตรการของแบงก์ชาติคาดว่าจะออกมาในช่วงสิ้นเดือนพ.ย.นี้โดยที่ผ่านมาได้มีการพูดคุยกับแบงก์ชาติแล้ว ซึ่งไม่ได้มีปัญหาอะไร ขณะที่ในส่วนของขอเสนอแนวทางการดูแลทองคำเพื่อป้องกันเงินบาทแข็งค่า โดยอยากให้ธปท.ใช้เครื่องมือในตลาดรองอื่นๆ เช่น ในสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (TFEX) เข้าดูแลและป้องกันความเสี่ยงเงินบาทแข็งค่านั้น เรื่องนี้ก็ขึ้นอยู่กับแบงก์ชาติ เพราะที่ผ่านมาเรามีตลาดและโปรดักส์แล้ว แต่ไม่มีธนาคารพาณิชย์มาช่วยซับพลอต
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
-ลุ้นสงครามการค้ายุติเหตุเจรจา“สหรัฐ-จีน”ใกล้สรุป
-คืบหน้าเจรจาการค้าฉุดราคาทองฟิวเจอร์ร่วงแตะนิวโลว์
-คืบหน้าเจรจาการค้าสหรัฐ-จีนหนุนดาวโจนส์ปิดบวก
-“คุดโลว์”เผยเจรจาการค้าสหรัฐ-จีนคืบหน้ามากใกล้
-คาด“สหรัฐ-จีน”เจรจาการค้าไม่คืบ







