โบรกฯ ประเมินกำไร “กลุ่มแบงก์” ช่วงไตรมาส 3 ส่อทรุด ผลพวงจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ฉุดสินเชื่อโตชะลอ แนวโน้ม “หนี้เสีย” ส่อเพิ่ม ด้าน“ศูนย์วิจัยกสิกร” แนะจับตากลุ่มเอสเอ็มอี หวั่นดันเอ็นพีแอลพุ่ง
นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการสายงานกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทิสโก้ จำกัด เปิดเผยว่า ฝ่ายวิจัยประเมินว่าผลประกอบการของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ (แบงก์) จำนวน 8 บริษัทในงวดไตรมาส 3/2562 คาดกำไรสุทธิรวมน่าจะอยู่ที่ระดับ 50,156 ล้านบาท ลดลงราว 4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนที่ทำได้ 52,344 ล้านบาท และลดลง 1% จากช่วงไตรมาส 2/2562 ที่ทำได้ 50,718 ล้านบาท สาเหตุหลักจากรายได้ที่อ่อนแอลงตามภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ประกอบกับฐานที่ค่อนข้างสูงในปีก่อน อย่างไรก็ตามหากมีการตัดรายการพิเศษออกผลประกอบการจะทรงตัวถึงเพิ่มขึ้นเล็กน้อย
ส่วนตัวเลขหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 3.66% จากไตรมาสก่อนที่อยู่ระดับ 3.64% จากเศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัวลง แต่อย่างไรก็ตามหลังจากที่ธปท.ไม่ให้มีการตั้งสำรองทั่วไปตามแผนของมาตรฐานบัญชีใหม่ IFRS9 จึงทำให้คาดว่ากลุ่มแบงก์จะเริ่มปรับลดการตั้งสำรองฯลง และทำให้ต้นทุนการปล่อยกู้ (Credit Cost) โดยรวมจะลดลงเป็น 1.19% จากเดิมที่อยู่ระดับ 1.22% ในช่วงไตรมาสก่อนหน้า
“แม้ปัจจุบันผลงานกลุ่มแบงก์อาจออกมาไม่ดีนัก แต่เราแนะนำให้เพิ่มน้ำหนักการลงทุนหุ้นกลุ่มนี้โดยเฉพาะนักลงทุนที่เน้นการถือเพื่อลงทุนในช่วง 1 ปีข้างหน้า เพราะราคาหุ้นในกลุ่มที่ยังต่ำกว่าบุ๊คแวลูมาก โดยแนะนำ “ซื้อ” SCB, BBL และ KBANK โดยมีมูลค่าที่เหมาะสม 147 บาท, 203 บาท และ 200 บาท ตามลำดับ”
นางสาวกาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย กลุ่มงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าว่า ภาพรวมหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้(NPL)ในระบบธนาคารพาณิชย์ ยังต้องติดตามหนี้เสียสินเชื่อเอสเอ็มอีว่า จะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีกหรือไม่ หากเศรษฐกิจไม่ได้เลวร้ายไปมากกว่านี้เชื่อสถาบันการเงิน น่าจะยังดูแลประคองตัวไปได้ ด้วยการบริหารจัดการตัดขายหนี้เสีย เพื่อปรับโครงสร้างหนี้ในช่วงปลายปี หรือลูกค้าสามารถเลือกรีไฟแนนซ์ได้เป้าหมาย
เนื่องจาก ในช่วงไตรมาส3 ของปีนี้ เริ่มพบว่า กลุ่ม เอสเอ็มอี มีการไหลลงมาเป็นหนี้เสียเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ทำให้ภาพรวม NPL ในช่วงนี้อยู่ที่ระดับ 2.97% แต่ถือว่า NPL ขยับขึ้นมาที่จุดสูงสุดเดียวกับในช่วงไตรมาส3ปี2560 หรือยังคงเพิ่มขึ้นหลังจากไตรมาส2ของปีนี้ อยู่ที่ 2.95%
ส่วนช่วงไตรมาส4 ของปีนี้ คาดว่า ระดับหนี้เสียยังมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น แต่ยังเชื่อว่า สถาบันการเงิน ต้องมีการบริหารจัดหารตัดขายหนี้เสียออกไป เพื่อบริหารเป้าหมายการปล่อยสินเชื่อให้เติบโตตามแผน น่าจะทำให้สถานการณ์หนี้เสียน่าคุมได้ ทำให้ยังมองว่า NPLสิ้นปีนี้น่าลดลงมาอยู่ระดับ3% หรือต่ำกว่า3%ในสิ้นปีนี้ จากเดิมคาดNPLไว้ที่2.97 %
“ตอนนี้ช่วงไตรมาส3 NPL กลับมาเริ่มทรงตัวและมีทิศทางขยับเพิ่มเล็กน้อย หลังจากปรับลดลงจีดีพีในช่วง2ปีก่อน เชื่อว่าช่วงไตรมาส4 แบงก์น่าจะยังดูแลได้ แต่ก็ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะความเสี่ยงทั้งปัจจัยในและนอกประเทศยังลากยาว“








