บสก.ลุยขายไอพีโอ ตั้งเป้าเป็น'หุ้นปันผลสูง'

บสก. เตรียมเปลี่ยนสถานะจากรัฐวิสหกิจ เป็นบริษัทมหาชนเต็มตัว หลังยื่นแบบไฟลิ่งรอบแรกต่อสำนักงาน ก.ล.ต. ตั้งแต่เดือน ส.ค. ที่ผ่านมา โดยบริษัทมีแผนจะระดมทุนจากการขายหุ้นไอพีโอรวมไม่เกิน 1,765 ล้านหุ้น
ประกอบด้วยหุ้นสามัญเพิ่มทุน 280 ล้านหุ้น หุ้นสามัญเดิมที่เสนอขายโดยกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) จำนวน 1,255 ล้านหุ้น และหุ้นที่ผู้จัดหาหุ้นส่วนเกินอาจใช้สิทธิซื้อ จำนวน 230 ล้านหุ้น
ทั้งนี้ บริษัทจะนำเงินระดมไปใช้สำหรับซื้อสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ (NPLs) และทรัพย์สินรอการขาย (NPAs) ในอนาคต นอกจากนี้จะนำไปชำระคืนเงินกู้จากสถาบันการเงิน และชำระคืนหุ้นกู้ที่ถึงกำหนด รวมถึงใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน
นางทองอุไร ลิ้มปิติ ประธานกรรมการ บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า การตัดสินใจเข้าจดทะเบียนในครั้งนี้ รวมถึงการลดสัดส่วนการถือหุ้นในบสก.ของผู้ถือหุ้นใหญ่ คือ กองทุนฟื้นฟูฯ จาก 100% มาเหลือประมาณ 45% ทำให้บริษัทพ้นสภาพจากการเป็นรัฐวิสหากิจอย่างเต็มตัว ซึ่งในส่วนนี้จะช่วยบริษัทมีความคล่องตัวในการดำเนินงานมากขึ้น
“จุดเด่นของบสก. คือ ไม่ว่าสภาพเศรษฐกิจจะดีหรือไม่ดี บริษัทจะยังมีผลการดำเนินงานที่ดีได้ โดยในช่วงที่เศรษฐกิจดี จะเป็นช่วงที่บริษัทสามารถเก็บเงินสดจากการลงทุนไปกลับมาได้มากขึ้น และช่วยให้บริษัทจ่ายเงินปันผลได้สูงขึ้น เพราะสินทรัพย์ต่างๆ ที่บริษัทซื้อเข้ามาจะมีราคาสูงขึ้น กลับกันหากเศรษฐกิจไม่ดี จะช่วยให้เราค่อยๆ สะสมสินทรัพย์ต่างๆ เข้ามาได้มากขึ้น เพราะธนาคารพาณิชย์เองจะถูกกดดันให้ต้องสินทรัพย์ด้อยคุณภาพออกมามากขึ้น” นางทองอุไร กล่าว
ที่ผ่านมาจะเห็นว่าสินทรัพย์ของบริษัทเติบโตเฉลี่ยประมาณ 7% ต่อปี ด้วยการเติบโตต่อเนื่องทำให้บริษัทสามารถจ่ายเงินปันผลได้ค่อนข้างสูง แม้นโยบายการจ่ายเงินปันผลจะอยู่ที่ 40% แต่ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา บริษัทสามารถจ่ายเงินปันผลได้สูงกว่า โดยปี 2559 จ่ายประมาณ 80% ของกำไร ปี 2560 ประมาณ 97% และปี 2561 จ่ายเงินปันผล 60% ของกำไรสุทธิ
“ความน่าสนใจของหุ้น BAM คือ การเป็นหุ้นปันผลสูง ซึ่งมีแนวโน้มจะจ่ายเงินปันผลมากกว่า 60% ทุกปี หากอิงจากข้อมูลในอดีต และปัจจุบันบริษัทถือเป็นผู้เล่นรายใหญ่ในธุรกิจบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพนี้ ด้วยส่วนแบ่งการตลาด 47.3%”
นายบรรยง วิเศษมงคลชัย ประธานคณะกรรมการบริหาร บสก. เปิดเผยว่า ปัจจุบันบริษัทมีสินทรัพย์รวม 107,667.3 ล้านบาท โดยหลักมาจากเงินให้สินเชื่อจากการซื้อลูกนี้ (NPLs) 74,482.33 ล้านบาท และทรัพย์สินรอการขาย 21,731.04 ล้านบาท แต่มูลค่าของสินทรัพย์ด้อยคุณทั้งสองส่วนในปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 180,00 ล้านบาท และประมาณ 50,000 ล้านบาท ตามลำดับ
“จากตัวเลขสินทรัพย์บริษัทมีส่วนลดจากการซื้อ NPLs มาบริหารประมาณ 60% ขณะที่ NPAs มีส่วนลดกว่า 50% โดยปัจจุบันบริษัทสามารถเรียกเก็บคืนหนี้จาก NPLs ประมาณ 10,000 ล้านบาทต่อปี ขณะที่ NPAs สามารถเรียกเก็บคืนได้ประมาณ 4,000 – 6,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งที่ผ่านมารายได้ของบริษัทจะเติบโตประมาณ 5.5% โดยเฉลี่ย โดยบริษัทคงจะไม่เร่งขยายมากเกินไป เพราะหัวใจสำคัญของการทำธุรกิจนี้คือ การประเมิณราคาที่เหมาะสมได้อย่างแม่นยำ ทำให้บริษัทต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วน” นายบรรยง กล่าว
สำหรับผลประกอบการของบริษัทที่ผ่านมา มีรายได้จากการดำเนินงาน 7,518.78 ล้านบาท ในปี 2559 ลดลงเป็น 6,003.85 ในปี 2560 ก่อนจะเพิ่มขึ้นเป็น 7,981.74 ล้านบาท ในปี 2561 ส่วนไตรมาส 1 ปี 2562 มีรายได้จากการดำเนินงาน 4,345.87 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 261%
ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 4,903.61 ล้านบาท ในปี 2559 ลดลงเป็น 4,500.82 ล้านบาท ในปี 2560 ก่อนจะเพิ่มขึ้นเป็น 5,202.02 ล้านบาท ในปี 2561 ส่วนไตรมาส 1 ปี 2562 มีกำไรสุทธิ 3,246.57 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 364%
ที่ผ่านมาอัตรากำไรขั้นต้นของบริษัทอยู่ที่ประมาณ 80% ส่วนอัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ประมาณ 50 – 60% ขณะที่อัตราผลตอบแทนจากส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) อยู่ที่ประมาณ 12%
นายสันธิษณ์ วัฒนกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ เปิดเผยว่า ด้วยอัตราดอกเบี้ยนโยบายปัจจุบันที่ 1.5% ทำให้ต้นทุนทางการเงินของบริษัทค่อนข้างต่ำ ที่ผ่านมาบริษัทพยายามรักษาระดับเงินกู้ให้สมดุลระหว่างเงินกู้แบบดอกเบี้ยลอยตัว และดอกเบี้ยคงที่ ซึ่งต้นทุนทางการเงินปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 3% อย่างไรก็ตาม หลังจากเข้าจดทะเบียนแล้วบริษัทจะมีต้นทุนเพิ่มส่วนหนึ่งจากภาษีเงินได้นิติบุคคล ในอัตรา 20% ซึ่งที่ผ่านมาบริษัทได้รับการยกเว้นเนื่องจากเป็นรัฐวิสาหกิจ







