อธิบดีกรมศุลการกรเผย ภายในสิ้นปีนี้จะสามารถติดตั้งเครื่องเอ็กซเรย์คร่อมสายพานเช็คกระเป๋าผู้โดยสารบริเวณสนามบินสุวรรณภูมิได้แล้วเสร็จและพร้อมเดินเครื่องได้ต้นปีหน้า มั่นใจช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบสินค้านำเข้าได้ดียิ่งขึ้น
นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ อธิบดีกรมศุลกากรเปิดเผยว่า ภายในสิ้นปีนี้ กรมศุลกากรจะสามารถติดตั้งเครื่องคร่อมสายพานจำนวน 23 เครื่องที่ด่านศุลกากรสุวรรณภูมิ เพื่อทำการตรวจเช็คกระเป๋าเดินทางผู้โดยสารที่มาจากต่างประเทศได้แล้วเสร็จ จากนั้น ในช่วงต้นปีหน้าจะสามารถเดินเครื่องดังกล่าวได้ โดยเครื่องคร่อมสายพานดังกล่าว จะทำการตรวจเช็คกระเป๋าเดินทางของผู้โดยสารตั้งแต่ขั้นตอนการลำเลียงกระเป๋าจากเครื่องบินโดยสารก่อนที่ผู้โดยสารจะรับกระเป๋าดังกล่าว ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบสินค้าที่ลักลอบนำเข้าจากต่างประเทศได้ดียิ่งขึ้น
ทั้งนี้ ปัจจุบันขั้นตอนการตรวจกระเป๋าเดินทางผู้โดยสารที่เดินทางจากต่างประเทศนั้น ทางเจ้าหน้าที่จะทำการสุ่มตรวจกลุ่มเป้าหมายที่ประเมินว่า จะมีการนำเข้าสินค้าที่เกินกว่ากฎหมายกำหนด พร้อมทั้ง ให้ผู้โดยสารทำการสำแดงราคาสินค้านำเข้าด้วยตนเอง ซึ่งขั้นตอนนี้ อาจจะมีการเล็ดลอดนำเข้าสินค้าได้ แต่การตรวจเช็คโดยสายพานนั้น กระเป๋าทุกใบจะถูกตรวจเช็ค ซึ่งเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบได้ดีมากขึ้น
"เมื่อเครื่องคร่อมสายพานถูกนำมาใช้ได้แล้ว ทางเจ้าหน้าที่จะทราบว่า กระเป๋าใบใดมีสินค้าที่ต้องสำแดงภาษีบ้าง ดังนั้น หากผู้โดยสารท่านใดที่นำเข้าสินค้าเกินกว่ากฎหมายกำหนดจะต้องแสดงตัวเพื่อขอชำระภาษี หากรายใดไม่สำแดง จะถูกตรวจจับลักลอบการนำเข้าสินค้าทันที"เขากล่าวและว่า ทั้งนี้ การดำเนินการในเรื่องดังกล่าวถือเป็นนโยบายของกระทรวงการคลังที่ต้องการให้เพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีให้ดียิ่งขึ้น
ด้านนายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกล่าวว่า ได้มอบนโยบายให้กรมศุลกากรเร่งดำเนินการใน 2-3 เรื่องหลัก โดยเรื่องแรก คือ การนำระบบไอทีเข้ามาช่วยการดำเนินการ โดยดำเนินการผ่านเชื่อมโยงระบบข้อมูลนำเข้าสินค้าที่เรียกว่า National Single Window (NSW)กับหน่วยงานต่างๆภายในประเทศและประเทศเพื่อนบ้าน โดยการเชื่อมโยงภายในประเทศกำหนดระยะเวลาภายใน 3 เดือนนับจากนี้จะต้องแล้วเสร็จ ส่วนการเชื่อมโยงข้อมูลกับประเทศเพื่อนบ้านนั้น ขณะนี้ เหลืออีก 2 ประเทศกำหนดให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในปีนี้
นอกจากนี้ จะต้องยึดโยงกับนโยบายของกระทรวงการคลังในเรื่องการนำระบบไอทีมาช่วยในเรื่องการชำระเงินและติดตามสินค้า ซึ่งในระบบการชำระเงินนั้น ขณะนี้ กรมฯได้ดำเนินการผ่านระบบ e-Custom payment ส่วนระบบการติดตามสินค้าเข้าและออกหรือที่เรียกว่า e-Tracking ทั้งสองส่วนจะต้องสามารถใช้งานได้อย่างเต็มที่ภายใน 3 เดือน
ในด้านการปฏิบัติการป้องปรามการกระทำผิดกฎหมายได้ฝากขอให้ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยทำงาน เช่น การนำเครื่องเอ็กเซรย์ของนำเข้า กวดขันการลักลอบนำเข้าสินค้าเข้าประเทศ โดยเฉพะสินค้าอ่อนไหว อาทิ สินค้าเกษตร เช่น หอมแดง น้ำมันปาล์ม รวมถึง สินนค้าน้ำมันเชื้องเพลิง และ ยาเสพติด โดยได้กำชับให้รายงานทุกระยะ
นอกจากนี้ ยังมอบนโยบายให้กรมศุลกากรสนับสนุนการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ของประเทศ เช่น การลงทุนในอู่ตะเภา ซึ่งวันนี้ เอกชนได้เตรียมตัวขยายการลงทุน เช่น ลงทุนในธุรกิจอีคอมเมิร์ส ซึ่งกรมฯเองก็มีระบบรองรับอยู่แล้ว แต่ขอให้ทำระบบสมบูรณ์รองรับการค้าสมัยใหม่









