วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

กลยุทธ์การลงทุน (8 ส.ค.62)

เซอร์ไพรส์จาก กนง. เมื่อวานนี้ น่าจะหนุนหุ้นที่อ่อนไหวต่อดอกเบี้ย

การปรับลงของหุ้นไทยในช่วงที่ผ่านมา ผนวกกับการลดดอกเบี้ยนโยบายของ กนง. ทำให้ earnings yield gap ของตลาดหุ้นไทยกว้างขึ้นอีก

การที่ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงทดสอบแนวระดับ 1,650 เมื่อวันก่อน บวกกับการที่ กนง. ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงเมื่อวานนี้ ทำให้ earnings yield gap ของไทยถ่างกว้างขึ้นเป็น 4.64% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีย้อนหลังที่ 4.20% นอกจากนี้ เรามองว่าการที่ภาวะ risk-aversion ในตลาดโลกยังดำเนินต่อไป และความต้องการสินทรัพย์ประเภท safe-haven อย่างพันธบัตรรัฐบาลไทยยังสูงก็เป็นโอกาสดีที่อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรไทยจะลดลงไปอีก ซึ่งแม้พิจารณาดัชนี SET ที่ประมาณ 1,680 จุดก็ตาม earnings yield gap อาจถ่างขึ้นเป็น 4.7%ได้หากอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรอายุ 10 ปีลดลงไปเหลือ 1.50%

แต่ตลาดจะยังผันผวนในระยะสั้นท่ามกลางความยุ่งเหยิงของปัจจัยมหภาคโลก และแรงหนุนที่แผ่วลงมากจากกระแสเงินทุนไหลเข้า

ถึงแม้จะได้แรงหนุนจาก earnings yield gap และความคาดหวังว่าจะมีการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่เรามองว่าตลาดน่าจะยังคงผันผวนในระยะสั้น โดยเราพบว่าตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว แรงหนุนจากกระแสเงินทุนไหลเข้าแผ่วลงไปค่อนข้างมาก ซึ่งเมื่อดูจากตัวเลข % การซื้อของต่างชาติ/วอลุ่มตลาดทียบกับ % ของขายของต่างชาติ/วอลุ่มตลาด พบว่าลงมาต่ำสุดในรอบห้าเดือน ซึ่งเป็นสิ่งที่ชี้ว่าแรงซื้อขอต่างชาติกำลังแผ่วลงไปอย่างน้อยก็ในระยะสั้น เรามองว่าปัจจัยมหภาคโลก อย่างเช่น สงครามการค้าและประเด็นค่าเงินระหว่างจีนและสหรัฐจะเป็นสิ่งสำคัญที่กำหนดจิตวิทยาการลงทุนทั้งในตลาดหุ้นไทยและตลาดหุ้นภูมิภาคในระยะนี้

หุ้นกลุ่มที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ยน่าสนใจ

ในขณะเดียวกัน เรามองว่าหุ้นกลุ่มที่อ่อนไหวกับอัตราดอกเบี้ยเป็นกลุ่มที่น่าสนใจลงทุน โดยธีมย่อยของกลุ่มที่อ่อนไหวกับอัตราดอกเบี้ยได้แก่ i) กลุ่ม non-bank ที่ได้อานิสงส์จากต้นทุนทางการเงินที่ลดลง ii) กลุ่มที่มีแนวโน้มกำไรชัดเจน และจ่ายปันผลในอัตราสูง และ iii) หุ้นที่มีลักษณะคล้ายพันธบัตรซึ่งมีกระแสเงินสดแน่นอน และประเมินมูลค่าโดยวิธี DCF น่าจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นจากการที่อัตราผลตอบห้าปีย้อนหลังของพันธบัตร zero coupon อายุ 10 ปีของไทยที่เป็นอัตราอ้างอิงในการคำนวณ risk-free rate ในปัจจุบันอยู่ต่ำกว่า 3.0% ซึ่งต่ำกว่าสมมติฐาน risk-free rate ที่เราใช้อยู่ที่ 3.7% อย่างมาก สรุปแล้ว หุ้นกลุ่มที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ยที่เราชอบได้แก่ ADVANC*, INTUCH*, KKP*, BGRIM*, RATCH* และ LH*

SET มี downside จำกัดในระยะยาว เพราะนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายของไทย/โลกจะหนุนมูลค่าหุ้น

สำหรับในระยะต่อไป เราเชื่อว่าตลาดหุ้นไทยจะมีความเสี่ยงทางลงจำกัดเนื่องจาก i) คาดว่าทั้ง ธ.กลางสหรัฐฯ (เฟด) และ ธ.กลางยุโรป (ECB) จะต้องผ่อนคลายนโยบายการเงินลงอีก ซึ่งจะหนุนให้มูลค่าหุ้นไทยและเอเซียสูงแม้ว่าแนวโน้มผลประกอบการ บจ. จะไม่หวือหวา เราคาดว่าเฟดจะลดดอกเบี้ยลงอีกครั้งในเดือนกันยายน และ ECB อาจลดดอกเบี้ยใน 4Q62 ผนวกกับอาจจะกลับมาออกนโยบายซื้อสินทรัพย์ (QE) อีกครั้งใน 1Q63 และ ii) อัตราผลตอบแทนพันธบัตรน่าจะอยู่ในขาลงต่อเนื่อง ซึ่งจะทำให้ earnings yield gap ถ่างกว้างขึ้นดังกล่าวมาแล้วข้างต้น เรายังคงมุมมองเหมือนในบทวิเคราะห์กลยุทธ์พอร์ตหุ้นเดือนสิงหาคมว่า SET จะระดับ 1,650-1,670 จุดเป็นช่วงที่น่าเข้าซื้อ ในขณะเดียวกัน เราให้เป้า SET ปีนี้ที่ 1,730 จุด อิงจาก P/E ที่ 16.5x และประมาณการ EPS ที่ 104.8