คาดกำไรปี 62 อ่อนตัวจากการแข่งขันที่สูงขึ้น
ประเด็นสำคัญในการลงทุน :
- ผู้ผลิตและจำหน่ายแป้งสาลีอันดับ 3 ของประเทศ : TMILL เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายแป้งสาลีเพื่อการบริโภคในประเทศด้วยกำลังการผลิต 500 ตันข้าวสาลีต่อวัน(ใหญ่เป็นอันดับ 3 จากทั้งหมด 12 บริษัท) โดยสามารถแบ่งสินค้าได้ 5 ประเภทดังนี้ แป้งขนมปัง แป้งอเนกประสงค์ แป้งบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป แป้งบะหมี่สด และแป้งบิสกิต คิดเป็นสัดส่วนรายได้ 27%, 22%, 21%, 16% และ 14% ตามลำดับ โดยวัตถุดิบหลักในการผลิตแป้งสาลีบริษัทนำเข้าจากจากสหรัฐและออสเตรเลียส่งผลให้ต้นทุนของบริษัทขึ้นกับราคาข้าวสาลีโลกและค่าเงินบาท
- การแข่งขันรุนแรงขึ้นจากคู่แข่งใหม่ : ระหว่างปี 60-61 มีโรงงานผลิตแป้งสาลีเพิ่มขึ้น 2 แห่งกำลังการผลิต 200-400 ตันข้าวสาลีต่อวัน(ที่มา TMILL 56-1) แม้ว่าจะมีขนาดเล็กกว่าโรงงานของบริษัท แต่คาดว่าการแข่งขันในอุตสาหกรรมจะรุนแรงขึ้น เนื่องจากแป้งสาลีของแต่ละบริษัทมีความคล้ายคลึงกันส่งผลให้ลูกค้าพิจารณาจากราคาเป็นหลัก เราคาดว่าโรงงานใหม่ทั้ง 2 แห่งจะใช้กลยุทธ์ลดราคาเพื่อให้ได้ส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้น ขณะที่ TMILL ก็มีความต้องการขยายตลาดเพื่อใช้กำลังการผลิตให้ถึงจุดคุ้มทุนที่ 75% (ปี 61 อยู่ที่ 68%) ด้านอุปสงค์การบริโภคแป้งสาลีคาดว่าจะทรงตัวตามจำนวนประชากรไทยปี 59-61 เติบโตเพียง 0.4% สู่ 66.4 ล้านคน (ที่มา กรมการปกครอง)
- คาดกำไรปี 62 หดตัว 10%YoY เนื่องจากการแข่งขันสูง : ฝ่ายวิจัยคาดบริษัทรายงานกำไรปี 62 ราว 96 ล้านบาท หดตัว 10%YoY แม้รายได้จะเติบโต 7.8%YoY สู่ 1.5 พันล้านบาทตามปริมาณการจำหน่ายที่เพิ่มขึ้น แต่กำไรถูกกดดันจากอัตรากำไรขั้นต้นที่คาดว่าจะลดลงจาก 19% ในปี 61 เหลือ 16% ในปี 62 จากการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นแม้ว่าจะได้ผลดีจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าช่วยลดต้นทุนนำเข้าใน 2H62 (สั่งสินค้าล่วงหน้าล่วงหน้า 3 เดือนถึงจะเริ่มได้รับประโยชน์จากเงินบาทที่แข็งค่า) โดย 1Q62 บริษัทรายงานกำไร 24.7 ล้านบาทหรือคิดเป็น 26% ของประมาณการ ขณะที่ 2Q62 เราคาดว่ากำไรจะอ่อนตัวลงสู่ 23 ล้านบาท -8%QoQ และ –15%YoY เนื่องจากเป็น low season อีกทั้งกำไรถูกกดดันจากการแข่งขันที่เพิ่มขึ้น
- เริ่มต้นคำแนะนำ “ถือรับปันผล” ที่ราคาเหมาะสม 3.36 บาท: ฝ่ายวิจัยประเมินมูลค่าเหมาะสมด้วยวิธี PE Ratio โดยอิง Prospective P/E ที่ระดับ 14 เท่า (ค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 3 ปี) ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยคาดการณ์กำไรต่อหุ้นปี 62 ราว 0.24 บาทต่อหุ้นได้ราคาเหมาะสมที่ 3.36 บาท แม้จะสูงกว่าราคาในปัจจุบัน แต่เราคาดว่าผลประกอบการมีแนวโน้มชะลอตัวจากปีก่อนจึงแนะนำ “ถือรับปันผล” โดยคาดหวังเงินปันผลที่ 4.5% ต่อปี
จุดแข็ง - เป็นสินค้าที่มีการบริโภคสม่ำเสมอ
- จ่ายปันผลสม่ำเสมอเฉลี่ย 4-5%
ความเสี่ยง : คู่แข่งปรับลดราคาเพื่อชิงส่วนแบ่งตลาด
: ราคาข้าวสาลีปรับตัวขึ้นและเงินบาทอ่อนค่า









