ประธานบอร์ด กทพ.ยืนยันข้อเสนอแลกสัมปทานด่วน “บีอีเอ็ม” ล้างหนี้ 17 คดีเป็นทางออกที่เหมาะสม ไม่สร้างภาระผูกพันทางการเงิน พร้อมระบุหากรอศาลตัดสินทีละคดี หากแพ้อาจฉุดผลประกอบการแต่ละปีต้องติดลบ กระทบภาพลักษณ์เป็นองค์กรต้องพึ่งพารัฐบาล
นายสุรงค์ บูลกุล ประธานกรรมการ (บอร์ด) การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 24 ก.ค.ที่ผ่านมา ตนได้รายงานข้อมูลมติบอร์ดการยุติข้อพิพาทระหว่าง กทพ.และบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน)(บีอีเอ็ม) ให้กับคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาการขยายสัมปทานทางด่วนและรถไฟฟ้า (บีทีเอส) สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเบื้องต้นทางกรรมาธิการวิสามัญฯ ยังมีข้อสงสัยในหลายประเด็น จึงขอให้ กทพ.ทำข้อมูลเพิ่มเติม และกลับไปรายงานให้ทราบอีกครั้งในช่วงสัปดาห์หน้า
อย่างไรก็ดี ตนยังยืนยันตามมติบอร์ด กทพ.สำหรับแนวทางยุติข้อพิพาททั้งหมด 17 คดี รวมมูลค่า 1.37 แสนล้านบาท ถือเป็นแนวทางที่จะทำให้ยุติข้อพิพาทที่ กทพ.มีร่วมกับเอกชนทั้งหมด รวม 3 ลักษณะทางคดี คือ การสร้างทางแข่งขัน การไม่ปรับค่าผ่านทางตามสัญญา และอื่นๆ ซึ่งการเจรจาร่วมกับเอกชนในช่วงที่ผ่านมาได้มีการปรับลดมูลหนี้ให้แล้วส่วนหนึ่ง หากมีการเจรจาข้อตกลงยุติคดีข้อพิพาททั้งหมดนี้ได้ จะทำให้มูลหนี้ที่มีอยู่หมดลง และ กทพ.ก็สามารถไปเน้นแผนพัฒนาโครงการในอนาคตต่อได้
“เราได้ไปยืนยันข้อมูลมติบอร์ดว่าที่ผ่านมาดำเนินการตามคำสั่งของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ให้ไปเจรจาหาข้อสรุป ซึ่งทางกรรมาธิการฯ ขอข้อมูลเพิ่มเติมถึงคดีในช่วงที่ผ่านมาว่ามีที่มาอย่างไร มีลักษณะอย่างไร โดยขณะนี้เรากำลังเตรียมข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อไปชี้แจงในนัดครั้งหน้า แต่เราก็ยังยืนยันแนวทางเดิมที่จะเจรจา ถือเป็นทางออกที่ดีที่สุด”
นายสุรงค์ ยังกล่าวด้วยว่า จากการพิจารณาของบอร์ด กทพ.เล็งเห็นว่าแนวทางที่จะรอให้ศาลตัดสินทีละคดี ในอนาคตหากมีการตัดสินในปีเดียวมากกว่า 1 คดี จะทำให้ กทพ.ต้องจัดสรรเงินมากกว่ารายได้เพื่อไปชดใช้ค่าเสียหาย เพราะเฉลี่ยรายได้ของ กทพ.แต่ละปีอยู่ที่กว่า 5 พันล้านบาท จะต้องนำเงินบางส่วนนำส่งรัฐอีกราว 3 พันล้านบาท เหลือเป็นรายได้เข้าองค์กรกว่า 2 พันล้านบาท แต่เฉลี่ยค่าเสียหายต่อ 1 คดีพบว่ามีมูลค่าอยู่ที่ 5 พันล้านบาท
“หากรอการตัดสินแต่ละคดี และ กทพ.ถูกพิจารณาแพ้คดี จะเอาเงินไหนไปจ่าย เราต้องการบริหารความเสี่ยงในเรื่องนี้จบลง อยากจบหนี้ทั้งหมด เพราะถ้าแพ้ 1 คดี เราต้องหมดเงิน 5 พันล้ายบาท เงินนำส่งรัฐก็จะไม่มี และอาจต้องไปขอเงินสนับสนุนจากทางรัฐบาลอีก เราไม่อยากเป็นแบบนั้น แต่ท้ายที่สุดก็ต้องแล้วแต่นโยบายรัฐบาล ถือเป็นการตัดสินที่สุด”









