จบปัญหาUS Govt. shutdown และ debt ceiling limit ไปอีก 2 ปี
จบปัญหาเรื่อง Government shutdown และ Debt ceiling limit จบลงไปอีก 2 ปี จากที่รัฐบาล Trump ได้ดำเนินนโยบายการคลังแบบขาดดุลเพิ่มมากขึ้นจากการเพิ่มค่าใช้จ่ายทางด้านการทหารและลดภาษีในช่วงที่ผ่านมา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง Steven Mnuchin ได้ให้ความเห็นว่าหนี้สาธารณะจะเพิ่มขึ้นแตะ 22.775 ล้านล้านดอลลาร์ฯ ในเดือนกันยายนนี้ ถ้ารัฐสภาไม่ปรับ Debt ceiling limit จะส่งผลให้จะต้องปิดหน่วนงานราชการเป็นครั้งที่ 2 ในปีนี้ จากก่อนหน้านี้ที่มีการปิดหน่วนงานราชการเป็นระยะเวลาที่นานที่สุด 35 วัน ตั้งแต่ 22 ธันวาคม 2018 - 25 มกราคม 2019 ที่ผ่านมา เนื่องจาก Trump ไม่ลงนามในร่างกฎหมายงบประมาณเนื่องจากความขัดแย้งเรื่องงบใช้จ่ายในการก่อสร้างกำแพงกั้นเขตแดนเม็กซิโก
ล่าสุด Trump กับผู้นำรัฐสภาตกลงที่จะเพิ่มค่าใช้จ่ายเงินงบประมาณในอีก 2 ปีข้างหน้า และ ปรับเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะขึ้นเพื่อเลี่ยงการปิดหน่วนงานราชการและเป็นการให้ความเคารพต่อลูกจ้างของรัฐ ซึ่งเป็นการเล่นเกมส์การเมืองหาเสียงที่ดูดีเพื่อผลประโยชน์ต่อประชาชน ตามรายงานของ POLITICO เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 18 กรกฎาคม Mnuchin ให้ความเห็นว่า Trump และ ผู้นำรัฐสภาได้บรรลุข้อตกลงร่วมกันเรื่องการปรับรายจ่ายงบประมาณเพิ่มขึ้น และ ปรับเพิ่มระดับหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น แต่ต้องตกลงกันก่อนเดือนสิงหาคมที่สมาชิกรัฐสภาจะหยุดพักกลับบ้าน
เมื่อเช้าวันที่ผ่านมา Trump และผู้นำรัฐสภาได้ตกลงเพิ่มรายจ่ายงบประมาณปี 2019 ขึ้นอีก 5.0 หมื่นล้านดอลลาร์ฯ และ งบประมาณปี 2020 อีก 5.4 หมื่นล้านดอลลาร์ฯ และปรับเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะไปจนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม ปี 2021 เพื่อไม่ให้มีความเสี่ยงทางด้านการผิดนัดชำระหนี้ โดยรวมรายจ่ายจะเพิ่มขึ้น 3.2 แสนล้านดอลลาร์ในอีก 2 ปี
ข้างหน้า และ การเจราต่อรองเรื่องรายจ่ายงบประมาณและ Debt ceiling limit จะเริ่มขึ้นอีกครั้ง 1 ปี หลังจากเลือกตั้งประธานาธิบดี แต่เริ่มมีความกังวลเพิ่มขึ้นต่อวินัยการคลังที่มีแนวโน้มแย่ลงต่อเนื่อง
Congressional Budget Office (CBO) ทำประมาณการสถานะการคลังในรายงาน 2019 Long-term Budget Outlook ว่าหนี้สาธารณะจะเพิ่มขึ้นทำสถิติสูงสุดต่อเนื่องหลังจากนี้ไปอีก 30 ปี ข้างหน้า โดยในปี 2049 ระดับหน้าสาธารณะจะพุ่งขึ้นเป็ น 144% เทียบกับ GDP โดยจะขาดดุลการคลังเพิ่มขึ้นจาก 4.2% เทียบกับ GDP เป็ น 8.7% เทียบกับ GDP ในปี 2049 การขาดดุลเพิ่มขึ้นมากกว่า 1 เท่าตัวมาจากการเพิ่มขึ้นของรายจ่ายดอกเบี้ยที่มาจากหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นเพียงปัจจัยเดียวที่เกิดจากการขาดดุลงบประมาณเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลมาจากค่าใช้จ่ายทางด้านการรักษาดูแลสุขภาพ และ ค่าใช้จ่ายด้านประกันสังคมที่เพิ่มขึ้นหลังจากคนอเมริกันยุค Baby Boom เกษียณอายุการทำงาน ซึ่งจะทำให้รายจ่ายเกี่ยวกับการดูแลรักษาสุขภาพเพิ่มขึ้นมาก หนี้สาธารณะที่พุ่งสูงขึ้นต่อเนื่องจะส่งผลให้ดอกเบี้ยจ่ายเพิ่มขึ้นตามมาทำให้ฐานะทางการคลังมีแนวโน้มถดถอยลงอย่างมีนัยสำคัญและต้องขาดดุลงบประมาณเรื้อรังท้ายที่สุดจะส่งผลให้ความเสี่ยงต่อการผิดนัดชำระหนี้ระยะยาวเพิ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้ Credit Rating ถดถอยลงจากปัจจุบัน ("Aaa" by Moody's, "AA+" by S&P and "AAA" by Fitch Rating)









