วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

หอการค้าคาดธุรกิจเอสเอ็มอีปีนี้ปรับตัวดีขึ้น

หอการค้าไทยประเมินสถานการณ์ธุรกิจเอสเอ็มอีปีนี้ปรับตัวดีขึ้น ชี้เศรษฐกิจหลังการเลือกตั้ง สงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนที่มีแนวโน้มการเจรจาที่ดี บวกกับทิศทางราคาสินค้าเกษตรและการท่องเที่ยว จะเป็นปัจจัยบวก ขณะที่ แนวโน้มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายและม

นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยประเมินสถานการณ์ธุรกิจของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ว่า จะปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ 43.9 จากไตรมาสสี่ของปีที่แล้วที่อยู่ในระดับ 43.7 แต่ก็ยังถือว่า ต่ำกว่าระดับ 50 นั่นหมายความว่า สถานการณ์ธุรกิจเอสเอ็มอียังถูกถ่วงด้วยเศรษฐกิจในระยะสั้น

ทั้งนี้ การประเมินสถานการณ์ธุรกิจเอสเอ็มอีดังกล่าว เป็นช่วงที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย แต่ยังไม่มีผลกระทบในทันที และ แบงก์ส่วนใหญ่ก็ยังไม่ตอบสนอง อย่างไรก็ดี แม้แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยจะอยู่ในช่วงขาขึ้น ก็เรามองว่า ยังไม่เป็นปัจจัยเสี่ยงสูงต่อธุรกิจเท่าใดนัก ยกเว้นแต่จะปรับขึ้นอย่างรวดเร็ว และ หากบวกกับมาตรฐานบัญชีเดียวยื่นกู้สถาบันการเงินที่เริ่มมีผลตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ก็อาจจะทำให้การเข้าถึงของกลุ่มสินเชื่อเอสเอ็มอีกระทำได้ยากขึ้น

อย่างไรก็ดี หอการค้ามองปัจจัยบวกที่จะเข้ามาสนับสนุนสถานการณ์ธุรกิจเอสเอ็มอีจากปัจจัยหลัก ประกอบด้วย ราคาพืชผลการเกษตรและการท่องเที่ยวที่คาดว่า จะปรับตัวดีขึ้น สงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนที่มีแนวโน้มการเจรจาที่ดีขึ้น และ เศรษฐกิจภายหลังการเลือกตั้งที่ดีขึ้น

“เราเชื่อมั่นว่า ธุรกิจเอสเอ็มอีจะได้รับปัจจัยบวกดังกล่าว เมื่อธุรกิจเอสเอ็มอีดีขึ้น จะสนับสนุนภาพรวมของเศรษฐกิจปีนี้ ซึ่งเรามองว่า จีดีพีปีนี้จะขยายตัวได้ 4-4.2% ส่วนธุรกิจเอสเอ็มอีน่าจะเติบโตได้มากกว่า หรือ ราว 4.5-5% ส่วนหนึ่งเป็นเพราะปีก่อนฐานต่ำ และ ถ้าเศรษฐกิจดีจะขยายได้ถึง 5%”

เขากล่าวด้วยว่า เมื่อลองเปรียบเทียบดัชนีสถานการณ์ธุรกิจในกลุ่มที่เป็นลูกค้ากับกลุ่มที่ไม่ใช่ลูกค้าของธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(ธพว.)จะพบว่า กลุ่มที่ไม่ใช่ลูกค้าของธพว.ดัชนีสถานการณ์ธุรกิจปรับลดลง 0.2 จุด จากระดับ 37.9 มาอยู่ที่ระดับ 37.7 สวนทางกับกลุ่มที่เป็นลูกค้าธพว.ที่ดัชนีสถานการณ์ธุรกิจเพิ่มขึ้น 0.4 จุด จากระดับ 48.8 มาอยู่ที่ระดับ 49.2 นั่นหมายความว่า นอกจากการได้รับแหล่งทุนที่มีต้นทุนต่ำแล้วยังช่วยพัฒนาธุรกิจของเอสเอ็มอีได้มากขึ้นอีกด้วย

ด้านดัชนีความสามารถในการทำธุรกิจไตรมาสสี่ปี 61 อยู่ที่ระดับ 50.4 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.1 จุดเมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมาและคาดการณ์ไตรมาสแรกของปีนี้ จะปรับเพิ่มอีกไปอยู่ที่ 50.6 โดยกลุ่มที่เป็นลูกค้าธพว.ดัชนีอยู่ที่ 58.4 สูงกว่ากลุ่มที่ไม่ได้เป็นลูกค้าธพว.ซึ่งดัชนีอยู่ที่ 42.9

และด้านดัชนีความยั่งยืนของธุรกิจไตรมาสสี่ปี 61 อยู่ที่ระดับ 52.8 ปรับตัวลดลง 0.5 จุด เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา และคาดการณ์ไตรมาสแรกปีนี้ จะเพิ่มไปอยู่ที่ 53.1 โดยเมื่อแยกเปรียบเทียบกลุ่มที่เป็นลูกค้าธพว.กับกลุ่มที่ไม่ได้เป็นลูกค้าธพว.พบว่า กลุ่มที่ไม่ได้เป็นลูกค้าธพว.ดัชนีลดลง 0.1 จุด จากระดับ 45.7 มาอยู่ที่ระดับ 45.6 ขณะที่ กลุ่มที่เป็นลูกค้าธพว.ปรับเพิ่มขึ้น 0.6 จุด จากระดับ 59.4 ขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 60.0

จาก 3 ดัชนีข้างต้น นำมาสู่ดัชนีความสามารถในการแข่งขันของเอสเอ็มอีไตรมาสสี่พบว่า อยู่ที่ระดับ 49.0 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.4 จุด เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา โดยเป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องนับจากไตรมาสสามปี 61 เป็นต้นมาและคาดว่าในไตรมาสที่แรกของปีนี้จะปรับเพิ่มขึ้นอีกไปอยู่ที่ระดับ 49.2

ทั้งนี้ เมื่อเทียบระหว่างกลุ่มที่เป็นลูกค้าธพว.กับกลุ่มที่ไม่ได้เป็นลูกค้าธพว.พบว่า กลุ่มที่ไม่ได้เป็นลูกค้าธพว. ดัชนีความสามารถในการแข่งขันลดลง 0.2 จุด จาก 42.3 มาอยู่ที่ 42.1 สวนทางกับลูกค้าธพว.ดัชนีความสามารถในการแข่งขัน เพิ่มขึ้น 0.5 จุด จาก 55.4 มาอยู่ที่ 55.9

ส่วนความต้องการความช่วยเหลือ สนับสนุนหรือพัฒนากิจการจากภาครัฐนั้น กลุ่มตัวอย่างระบุว่า ด้านพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ เช่น กระตุ้นเศรษฐกิจ ด้านสินเชื่อ เช่น การปล่อยสินเชื่อ ขั้นตอนเอกสาร ด้านหนี้สิน เช่น โครงสร้างหนี้ หนี้สินครัวเรือน หนี้นอกระบบ ด้านภาษี เช่น การลดอัตราภาษี โครงสร้างภาษี และด้านการศึกษา เช่น พัฒนาการเรียนรู้ จัดอบรมให้ผู้ประกอบการ