ขยายธุรกิจทั่วเอเชีย—อัพไซด์อีกเพียบ
เราได้จัดงานโรดโชว์แก่นักลงทุนภายในประเทศในช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่านักลงทุนต่างมีมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มการเติบโตของบริษัทในอนาคตและโอกาสในการลงทุนทั่วเอเชีย อย่างไรก็ตาม ยังคงมีความกังวลอยู่บ้างเกี่ยวกับการต่ออายุสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) ของโรงไฟฟ้าแบบ SPP และประเด็นเรื่องการย้ายโรงไฟฟ้า BGPR1-2 ทั้งนี้เรายังคงคำแนะนำ “ซื้อ”
คาดปี 2562 เติบโตแรง จากการเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ของโซลาร์ฟาร์มในประเทศเวียดนาม
BGRIM อยู่ระหว่างการพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขนาดใหญ่ 2 โครงการในประเทศเวียดนาม ได้แก่ โรงไฟฟ้า Xuan Cao (โซลาร์ฟาร์มขนาด 420 เมกกะวัตต์ โดยบริษัทฯถือหุ้น 55%) และโรงไฟฟ้า Phu Yen (โซลาร์ฟาร์มขนาด 257 เมกกะวัตต์ โดยบริษัทฯถือหุ้น 80%) คาดว่าทั้งสองโครงการจะเริ่มดำเนินงานหนึ่งถึงสองเดือนก่อน วันที่ 30 มิ.ย. 2562 โดยรับค่าไฟที่ 9.35 เซนต์ต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง (หากการเริ่มดำเนินการหลังจากวันดังกล่าว อาจจะได้รับค่าไฟที่ลดลง) ผู้บริหารมั่นใจว่าทั้งสองโครงการจะแล้วเสร็จและสามารถเริ่มดำเนินการฯได้ตามกำหนดการเนื่องจากการก่อสร้างยังดำเนินไปตามแผน ทั้งนี้หากโรงไฟฟ้าทั้งสองเริ่มจากไฟฟ้าก่อนกลางปี 2562 จะถือเป็นอัพไซด์ต่อประมาณการกำไรปี2562 ของเรา
ยังมีโอกาสการลงทุนอีกมากมายในประเทศเวียดนาม...
นอกจากโครงการดังที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว BGRIM ยังอยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนอีกหลายโครงการในประเทศเวียดนาม และคาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในปี 2562 ประกอบด้วย โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม (มีความเป็นไปได้สูงสุดไม่เกิน 200 เมกกะวัตต์ รับค่าไฟที่ 8.5 -9.8 เซนต์/กิโลวัตต์ชั่วโมง) และโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในจังหวัดนิญถ่วน (ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีการขยายกรอบเวลา ให้สามารถเริ่มดำเนินการฯ เพื่อรับค่าไฟที่ 9.35 เซนต์ต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง ได้จนถึง สิ้นปี 2563) ด้วย
อุปสงค์ไฟฟ้าที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างมากในประเทศเวียดนาม จึงมีโอกาสที่ BGRIM จะเข้าไปพัฒนาโรงไฟฟ้าก๊าซในอนาคต
...และประเทศอื่นๆ ทั่วเอเชีย
ทั้งนี้บริษัทฯ ยังอยู่ระหว่างการศึกษาที่จะเข้าลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนและพลังงานความร้อน ในต่างประเทศ อีก 6 ประเทศ คือ 1) โครงการโรงไฟฟ้าก๊าซ, โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ และ สายส่งกระแสไฟฟ้า ในประเทศกัมพูชา, 2) โครงการโรงไฟฟ้าก๊าซ, สายส่งกระแสไฟฟ้า และโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำ ในประเทศลาว, 3) โครงการ
โรงไฟฟ้าก๊าซ และโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ในประเทศมาเลเซีย, 4) โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศฟิลิปินส์, 5) โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม ในประเทศไต้หวัน และ 6) โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์และโรงไฟฟ้าพลังงานลม ในประเทศเกาหลี โดยคาดว่าจะได้ข้อสรุปสำหรับดีลต่างๆดังกล่าวภายในปี 2562 และเริ่มสร้างรายได้ให้แก่ BGRIM ในช่วงปี 2562-2563 (สำหรับโครงการที่เริ่มดำเนินการฯแล้ว) และในปี 2563-2564 (สำหรับการพัฒนาโครงการใหม่) ด้วยอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุนซึ่งอยู่ที่ระดับ 1.4 เท่า ต่ำกว่าเป้าหมายที่ 1.5-2.0 เท่า กอปรกับกระแสเงินสดที่จะเพิ่มขึ้นจากโครงการต่างๆที่จะทยอยเริ่มดำเนินการฯ ทำให้บริษัท ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเพิ่มทุนเพื่อการลงทุนในโครงการดังกล่าว
เพิ่มขีดความสามารถในการทำกำไรอย่างต่อเนื่อง
ขณะที่ BGRIM กำลังขยายกำลังการผลิตออกไปทั่วเอเชีย บริษัทฯ ก็ยังมีแผนที่จะปรับปรุงประสิทธิภาพของโรงไฟฟ้า SPP ในประเทศไทยด้วย โดย 1) การลดจำนวนวันปิดซ่อมบำรุงโรงไฟฟ้า, 2) ปรับปรุงกังหันก๊าซให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยค่าความร้อนที่ลดลงจะช่วยลดต้นทุนก๊าซ และ 3) การใช้ฐานข้อมูลการซื้อขายไฟฟ้าของลูกค้าเพื่อใช้คาดการณ์กำลังไฟฟ้าที่ต้องผลิต นอกจากนี้บริษัทยังมีแผนที่จะรีไฟแนนซ์หนี้สิน โดยคาดว่าต้นทุนทางการเงินเฉลี่ยจะลดลงจาก 4.6% มาอยู่ที่ 4.5% ภายในปี 2562 ซึ่งแผนพัฒนาธุรกิจดังที่กล่าวมาข้างต้นนี้จะเพิ่มขีดความสามารถในการทำกำไรของบริษัทในอนาคต








