บล.เอเอสแอล คาดดัชนีตลาดหุ้นไทยวันนี้ พักฐาน หลังถูกกดดันจากไอเอ็มเอฟ ปรับลดจีดีพีโลกจากผลกระทบปัญหาสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน และบอนด์ยิลด์สหรัฐยังทรงตัวระดับสูง ทำให้เม็ดต่างชาติไหลออก พร้อมแนะเลือกลงทุนหุ้นรายตัวที่เติบโตจากเศรษฐกิจในประเทศ
บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเอสแอล จำกัด คาดแนวโน้มดัชนีตลาดหุ้นไทยในวันนี้ (10 ต.ค.) ยังคงอยู่ในลักษณะการปรับฐานต่อ โดยยังมีแรงกดดันจากการปรับลดประมาณการGDP โลกของ IMF ปี 62 ลง เหลือ 3.7 % จากเดิมที่ 3.9% เพราะ ประเมินผลกระทบจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน และปัญหาความแตกต่างระหว่างเศรษฐกิจ และนโยบายการเงินของกลุ่มประเทศ พัฒนาแล้ว (Developed Market )และ ตลาดเกิดใหม่ (Emerging Marketing )บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเอสแอล จำกัด คาดแนวโน้มดัชนีตลาดหุ้นไทยในวันนี้ (10 ต.ค.) ยังคงอยู่ในลักษณะการปรับฐานต่อ โดยยังมีแรงกดดันจากการปรับลดประมาณการGDP โลกของ IMF ปี 62 ลง เหลือ 3.7 % จากเดิมที่ 3.9% เพราะ ประเมินผลกระทบจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน และปัญหาความแตกต่างระหว่างเศรษฐกิจ และนโยบายการเงินของกลุ่มประเทศ พัฒนาแล้ว (Developed Market )และ ตลาดเกิดใหม่ (Emerging Marketing )และความกังวลต่อความแข็งแรงของเศรษฐกิจจีน หลังธนาคารกลางจีนปรับลดการกันเงินสำรองของธนาคารพาณิชย์ลง (RRR) ลง 1%
รวมถึงอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) อายุ 10 ปี ของสหรัฐ ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูง 3.206% สร้างความกังวลให้กับทิศทางเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ( Fund Flow ) กดดันให้ธนาคารกลาง ๆ เร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อเนื่อง โดย Dot Plot ให้แนวโน้มที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งในเดือน ธ.ค.และคาดว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 1 ครั้งในปีนี้ เดือน ธ.ค. เช่นกัน แม้ปัจจัยพื้นฐานด้านเศรษฐกิจ และฐานะการเงินของไทยจะยังแข็งแกร่งกว่าในกลุ่ม Emerging Market อื่นๆ หลัง รวมไปถึงล่าสุด IMF จะปรับประมาณการ GDP ไทยปี 61 และ 62 เป็น 4.6% และ 3.9% ตามลำดับ (เดิมปี 61 อยู่ที 3.9% และปี 62อยู่ที่ 3.8%) แต่ยังคงสะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยยังมีโอกาสเติบโตในอัตราที่ลดลงในปี62
อย่างไรก็ตามบล.เอเอสแอล เราประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของ ดัชนีฯในสัปดาห์นี้ยังคงคาดไว้ที่1,670 – 1,730 จุด โดยกลยุทธ์การลงทุน ยังคงแนะนำให้นักลงทุนเลือกลงทุนหุ้นเป็นรายบริษัท โดยเน้น กลุ่ม Domestic Play จากเศรษฐกิจในประเทศที่ยังคงแข็งแกร่ง และกลุ่มส่งออก ที่ได้ประโยชน์จากค่าเงินบาทอ่อนค่า โดยแนะหุ้นเด่น คือ GLOBAL, HMPRO ,PLANB ,COM7,SYNEX ,WHA, HANA และ NYT







