ขอนแก่น ทรานซิท ซิสเต็ม รอความชัดเจนมติ คจร.ก.ย.นี้ ปมความเป็นเจ้าของโครงการรถไฟฟ้ารางเบาขอนแก่น ก่อนยื่นไฟล์ลิ่งระดมทุนโครงสร้างพื้นฐาน 3 หมื่นล้าน มั่นใจเริ่มระดมทุน – ก่อสร้างเส้นเหนือ - ใต้ได้ในปีนี้
เมื่อวันที่ 30 ส.ค.61 นายธวัชชัย วนาพิทักษ์กุล ผู้อำนวยการส่วนการโยธา เทศบาลนครขอนแก่น กล่าวถึงความคืบหน้าของโครงการขอนแก่น Smart City ระยะที่ 1 ระบบขนส่งรถไฟฟ้ารางเบาสายเหนือ – ใต้ (สำราญ – ท่าพระ) ระยะทาง 22.6 กิโลเมตร วงเงินลงทุนประมาณ 3 หมื่นล้านบาทซึ่งวางแผนจะก่อสร้างเป็นระบบขนส่งภายในเมือง จ.ขอนแก่นว่าขณะนี้ทางจังหวัดขอนแก่นรอมติการประชุมอย่างเป็นทางการจากคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก (คจร.)ที่มีนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธานในเดือน ก.ย.นี้ เกี่ยวกับความชัดเจนในการเป็นเจ้าของโครงการของเทศบาลขอนแก่น
ทั้งนี้ หาก คจร.มีมติให้ท้องถิ่นเป็นเจ้าของโครงการได้ก็จะนำไปสู่การดำเนินการในขั้นตอนต่อไปคือ ให้บริษัท ขอนแก่น ทรานซิท ซิสเต็ม จำกัด (KKTS) ซึ่งกระทรวงมหาดไทยได้อนุมัติให้จดทะเบียนร่วมกันระหว่าง 5 เทศบาลเพื่อดำเนินการด้านการขนส่งในเขตเมืองขอนแก่น ได้แก่เทศบาลนครขอนแก่น เทศบาลเมืองศิลา เทศบาลตำบลเมืองเก่า เทศบาลตำบลสำราญและเทศบาลตำบลท่าพระ ไปว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาทางการเงินในการระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ โดยคาดว่ายังสามารถเริ่มระดมทุนผ่านกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานได้ภายในปีนี้
“หาก คจร.มีมติที่ชัดเจนว่าขอนแก่นเป็นเจ้าของโครงการได้ คจร.ก็จะปรับแผนการระบบขนส่งมวลชนขนาดใหญ่ในเมืองภูมิภาค ได้แก่ นครราชสีมา ขอนแก่น เชียงใหม่ พิษณุโลก และ ภูเก็ต ของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) เพราะขอนแก่นเราเองมีความชัดเจนว่าเราจะลงทุนด้วยตนเองไม่ผ่านระบบพีพีพี ซึ่งตามแผนเราจะเริ่มระดมทุนในปีนี้ รวมทั้งจะมีการวางศิลาฤกษ์เริ่มก่อสร้างช่วงปลายปีและก่อสร้างแล้วเสร็จภายในปี 2565”
นายกังวาน เหล่าวิโรจน์กุล ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทขอนแก่นพัฒนาเมือง (เคเคทีที) จำกัด กล่าวว่าโครงการรถไฟฟ้ารางเบาสายเหนือ – ใต้ของขอนแก่นจะช่วยสนับสนุนการเป็นสมาร์ทซิตี้ของจ.ขอนแก่น และช่วยเสริมระบบการขนส่งทางรางที่กระทรวงคมนาคมมีการลงทุนเพิ่มเติมในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือโดยเฉพาะโครงการรถไฟทางคู่ชุมทางจิระ – ขอนแก่น ขณะเดียวกันจะมีโครงการพัฒนาการใช้ประโยชน์ที่ดินรอบสถานี (TOD) ในรัศมี 500 เมตรในพื้นที่ 17 สถานีโดยจะมีการทำโครงการใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ (มิกซ์ยูส) เพื่อให้การลงทุนมีความคุ้มค่ามากที่สุด









