กำไรไตรมาส 1/62 เกินคาด
กำไรไตรมาส 1/62 สูงกว่าที่เราคาด 13%
STANLY รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 1/62 แข็งแกร่ง (เม.ย. – มิ.ย. 2561) ที่ 382 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 29% YoY แต่ลดลง 31% QoQ เนื่องจากฤดูกาลผลประกอบการมากกว่าที่เราคาด 13% เนื่องจากอัตรากำไรขั้นต้นที่มากกว่าคาด
ประเด็นหลักผลประกอบการ
ยอดขายเพิ่ม 11% YoY และ 9% QoQ มาอยู่ที่ 3.3 พันล้านบาท (เป็นไปตามที่เราคาดการณ์) โดยการเติบโตของยอดขายรถยนต์ YoY ของ STANLY สอดคล้องกับการผลิตรถยนต์ของไทยในไตรมาส โดยเพิ่มขึ้น 11% YoY (แต่ลดลง 4% QoQ) มาอยู่ที่ 517 พันคัน
อัตรากำไรขั้นต้นของ STANLY ในไตรมาส 1/62 ปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ที่ 17.4% จากเดิมอยู่ที่ 15.2% ในไตรมาส 1/61 จากประหยัดต่อขนาดที่เพิ่มขึ้น (ปริมาณยอดขายที่เพิ่มมากขึ้น), ของเสียในการผลิตลดลง, การผลิตที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น รวมถึงสัดส่วนโคมไฟ LED ที่เพิ่มขึ้นจากยอดขายโดยรวม (โคมไฟ LED มีอัตรากำไรขั้นต้นที่สูงกว่า) นอกจากนี้ อัตรากำไรสุทธิยังอยู่ที่ 11.6% ในไตรมาส 1/62 จากเดิมอยู่ที่ 10% ในไตรมาส 1/61
แนวโน้ม
เราประมาณการกำไรไตรมาส 2/62 (เดือน ก.ค. – ก.ย. 2561) ว่าจะเพิ่มขึ้น YoYและ QoQ หนุนโดยการเติบโตของยอดขายทั้งจากปริมาณยอดขายที่เพิ่มขึ้น (จากการฟื้นตัวของภาวะเศรษฐกิจและการเปิดตัวโมเดลรถยนต์และมอเตอร์ไซด์ใหม่) รวมถึงราคาขายโคมไฟ LED ที่สูงขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นอัตรากำไรขั้นต้นคาดว่าจะขยายตัวทั้ง YoY และ QoQ หนุนโดยการประหยัดขนาด, การผลิตที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น รวมถึงสัดส่วนโคมไฟ LED ที่เพิ่มขึ้นจากยอดขายโดยรวม
สิ่งที่เปลี่ยนแปลง
เราปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 2562 ขึ้น 11% มาอยู่ที่ 2 พันล้านบาทและประมาณการกำไรปี 2563 ที่ 14% มาอยู่ที่ 2.2 พันล้านบาท โดยสะท้อนจากคาดการณ์อัตรากำไรที่เพิ่มขึ้น จากเดิมอยู่ที่ 18.8% มาอยู่ที่ 19.9% ในปี 2562 และจาก 19.1% มาอยู่ที่ 20.4% ในปี 2563
คำแนะนำ
กำไรไตรมาส 1/62 ของ STANLY ที่มากกว่าที่ตลาดคาดส่งผลเชิงบวกแก่หุ้น เนื่องจากการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์ที่แข็งแกร่ง หนุนโดยยอดขายรถยนต์ภายในประเทศในช่วงครึ่งแรกของปี 2561 ที่เติบโต 26% YoY ซึ่งคาดว่าจะเติบโตอย่างต่อเนื่องไปจนถึงครึ่งหลังของปี 2561 เราคาดว่าผลประกอบการของ STANLY จะเติบโตอย่างมีนัยะสำคัญทั้ง YoY และ QoQ ในช่วงที่เหลือของปี เนื่องจากยอดขายที่ดีขึ้นและอัตรากำไรขั้นต้นที่ดีขึ้น ปัจจุบัน STANLY ซื้อขายกันอยู่ที่ PER ณ ปี 2561 ที่ 11 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มยานยนต์ที่ 12 เท่า เราจึงคงคำแนะนำ “ซื้อ”









