ค่าใช้จ่ายลด และได้ธุรกิจใหม่เสริม เงินปันผลยังสูงกว่า 6.5%
ประเด็นสำคัญในการลงทุน :
- การขยายรูปแบบการให้บริการด้วยรถไฟ เข้ามาเสริมแกร่งช่วง 2H61 เป็นต้นไป : การเข้าซื้อธุรกิจใหม่ “บจ.เก้าเจริญ เทรน ทรานสปอร์ต” ผู้ให้บริการขนส่งตู้คอนเทนเนอร์จากนิคมฯมาบตาพุดมาไปยังท่าเรือแหลมฉบัง ผ่านบริษัทย่อย บจ.เคจีพี (KIAT ถือหุ้น 95%) ด้วยเงินลงทุน 80 ล้านบาท นับเป็นการขยายขอบเขตการให้บริการของบริษัทเป็นครั้งแรก (จากเดิมบริการรถบรรทุกสารเคมี) ปัจจุบัน เก้าเจริญมีรายได้และกำไรสุทธิอยู่ที่ 110 และ 9 ล้านบาท ตามลำดับ ซึ่งจะรับรู้ใน KIAT ช่วง 2H61 (อิงวันเกิดรายการ วันที่ 6 ก.ค. 61) เป็นประโยชน์ทางตรง และคาดว่าจะสามารถ Synergy ให้แก่ธุรกิจได้เพิ่มเติม เนื่องจากกลุ่มลูกค้าของ เก้าเจริญ ส่วนใหญ่เป็น IVL PTTGC กลุ่มเดียวกับ KIAT นอกจากนี้โอกาสในการขยายธุรกิจยังมีอีกมาก เนื่องจากบริการดังกล่าวสามารถควบคุมเรื่องเวลาได้แน่นอนในเส้นทางที่มีความหนาแน่นทางการจราจร อีกทั้ง หากมีการขยายเส้นทางไปพื้นที่ห่างไกลมากขึ้น จะช่วยลดต้นทุนต่อระยะทางได้อีกมาก จากเดิมที่ให้บริการในระยะทางเพียงราว 60 – 70 ก.ม.
- ช่วงที่เหลือของปี 61 ได้รับประโยชน์จากค่าใช้จ่ายลด และมีโอกาสเพิ่มฐานรายได้จากธุรกิจหลัก : ภายหลังจากการทยอยหายไปของธุรกิจจำหน่ายสารเคมี (ซัลเฟอร์) เนื่องจากลูกค้ารายหลัก “PDI” ได้มีการเปลี่ยนแปลงธุรกิจ แม้กดดันรายได้บางส่วนที่เริ่มสะท้อนในงวด 1Q61 ชัดเจนมากขึ้น (ลดลงจาก 15 - 25 ล้านบาท ในช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า มาอยู่ที่ 7 ล้านบาท ต่อไตรมาส) แต่มองว่าเป็นผลบวกมากกว่าลบ เนื่องจากบริษัทสามารถลดค่าใช้จ่ายในการขายได้กว่าไตรมาสละ 5 - 6 ล้านบาท เทียบกับอัตรากำไรขั้นต้นที่ได้จากธุรกิจดังกล่าวที่ราว 4 ล้านบาท ส่วนการดำเนินงานในธุรกิจหลัก ยังมีแนวโน้มเติบโตจาก 1) การรับรู้รายได้จากสัญญากับ PRO (บมจ.โปรเฟสชั่นแนล เวสต์ เทคโนโลยี) เต็มปี ซึ่งเริ่มรับรู้ตั้งแต่ ต.ค. 60 (สัญญา 5 ปี มูลค่ารวม 50 ล้านบาท) และยังมีโอกาสได้รับสัญญาเพิ่มเติม เนื่องจากบริษัทสามารถให้บริการได้อย่างไม่มีติดขัดในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา โดย PRO ยังอยู่ในระหว่างความพยายามในการ Utilize ที่ดินที่มี คือที่ดินบริเวณ จ. สระแก้ว ขนาดกว่า 1 พันไร่ (ใช้ไปเพียงราว 10%) 2) ธุรกิจให้เช่าระบบเตือนผู้ขับรถบรรทุก ยี่ห้อ “Guardian” จากประเทศออสเตรเลีย ที่เริ่มเข้ามีบทบาท หลังจากบริษัทได้รับงานใหญ่เพิ่มเติมเตรียมติดตั้งในอีก 1 – 2 เดือนราว 400 คัน จากปัจจุบันที่ 1 พันคัน
- คาดกำไรปี 61 ปรับตัวขึ้นราว 7%YoY ตามการฟื้นตัวของความสามารถในการทำกำไร : โดยรวมแม้ฝ่ายวิจัยคาดว่ารายได้รวมในปี 61 น่าจะอ่อนตัวราว 8.7%YoY หลักๆมาจากการยกเลิกธุรกิจที่มีผลกำไรต่ำ แต่แนวโน้มผลกำไรน่าจะฟื้นตัวต่อภายหลังจากการเข้ามาของธุรกิจใหม่ที่มีกำไรอยู่แล้ว ตลอดจนโอกาสในการทยอยใช้บริการเพิ่มเติมของลูกค้ารายใหม่ จึงคาดว่าอัตรากำไรสุทธิของบริษัทน่าจะเริ่มทยอยฟื้นตัวอีกครั้ง หลังลดลงจาก 13% ในปี 58 – 59 มาที่ 10% ในปี 60 โดยคาดว่า 1) อัตรากำไรขั้นต้นน่าจะมีการฟื้นตัว YoY จาก 28.5% ขึ้นมาที่ราว 30.7% ในปี 61 เนื่องจากธุรกิจให้เช่า Guardian มีอัตรากำไรขั้นต้นที่อยู่ในระดับสูง 2) อัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร ต่อรายได้ น่าจะลดลงจาก 18.9% ในปี 60 มาอยู่ที่ 18.2% หลังการยกเลิกของหน่วยธุรกิจจำหน่ายสารเคมีดังกล่าวข้างต้น โดยรวมเป็นผลให้คาดว่ากำไรปี 61 ของ KIAT จะเติบโต 7.7%YoY มาอยู่ที่ 95.4 ล้านบาท และเติบโตต่ออีกราว 10% ในปี 62 หลังรับรู้กำไรจากธุรกิจใหม่เต็มปี
- สถานะทางการเงินและอัตราผลตอบแทนเงินปันผลยังคงโดดเด่น : สำหรับฐานะทางการเงินของ KIAT นอกจากจะปราศจากหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยแล้ว บริษัทยังมีเงินสดกว่า 370 ล้านบาท (ณ สิ้นงวด 1Q61) แม้หักเงินที่ใช้ในการเข้าซื้อกิจการดังกล่าว บริษัทยังมีเงินสดเหลืออีกกว่า 280 ล้านบาท ตลอดจนกระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่สูงถึงปีละกว่า 200 ล้านบาท เพียงพอที่จะทำให้บริษัทสามารถคงความสามารถในการจ่ายเงินปันผลในปัจจุบันที่อยู่ที่ระดับสูงกว่า 03 – 0.04 บาทต่อหุ้นต่อปี เป็นเงินทั้งสิ้น 80 – 108 ล้านบาท ด้วย Dividend Payout Ratio ที่ราว 90% ไว้ได้ (สูงกว่าอัตราส่วนขั้นต่ำที่ 40%) ไปพร้อมกับการคว้าโอกาสสำหรับการลงทุนในธุรกิจต่อเนื่องอื่นๆได้
- ราคาเหมาะสมปี 61 ที่ 58 บาท มี Upside 30% และคาดหวัง Div. Yield กว่า 6.5% : ภายหลังจากการใช้สิทธ์ครั้งสุดท้ายของ KIAT-W1 เมื่อวันที่ 23 มี.ค. 61 เป็นจำนวนหุ้น 109.47 ล้านหุ้น หรือคิดเป็นส่วนเพิ่มจากจำนวนหุ้นจดทะเบียนชำระแล้วเพียงราว 4% ทำให้แรงกดดันเรื่อง Dilution Effect ที่อาจเกิดขึ้นจาก Warrant ที่ยังไม่ใช้สิทธิ 996.16 ล้านหน่วย (อัตราส่วน 1 หน่วย : 1.054 หุ้น ที่ราคาหุ้นละ 0.47 บาท) หายไป และราคาปัจจุบันที่ซื้อขายที่ PBV ที่ 1.06 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มที่ 2.72 เท่า กอปรกับความสามารถในการจ่ายเงินปันผลทิ่คิดเป็น Div. Yield กว่า 7 – 10% สะท้อน Downside Risk ที่ค่อนข้างต่ำ ด้วยฐานการเติบโตของกำไรที่ไม่มากนัก ทำให้ฝ่ายวิจัยปรับมาใช้วิธีประเมินราคาเหมาะสมที่มีความอนุรักษ์นิยมมากขึ้นด้วยวิธี EV/EBITDA Multiples ทดแทน Prospective PER (ของเดิมที่ 17.83 เท่า ราคาเหมาะสมที่ 0.66 บาท) เนื่องจากสะท้อนมูลค่าของบริษัทในภาพของการสร้างผลตอบแทนเป็นเงินสดได้ดี โดยปัจจุบัน EV/EBITDA ของ KIAT ยังอยู่ที่เพียง 4 เท่า อยู่ต่ำกว่าจุดต่ำสุดเดิมเมื่อปี 58 โดยฝ่ายวิจัยคำนวนจากกรอบที่ -1 SD อยู่ที่ 5.3 เท่า ได้ราคาเหมาะสมอยู่ที่ 0.58 บาท มี Upside 30% จึงคงคำแนะนำ “ซื้อ”
ปัจจัยสนับสนุน
- ค่าใช้จ่ายลดหลังจากธุรกิจจำหน่ายเคมีภัณฑ์หายไป
- การขยายงานของลูกค้ารายใหม่ “PRO”
- แผยการขยายเส้นทางเดินรถไฟในอนาคต
ความเสี่ยง
- การแข่งขันทางด้านราคาของธุรกิจหลัก ตลอดจนการเพิ่มสัญญาแบบ Big lot ของ Guardian









