บาทเปิดตลาดเช้านี้แข็งค่า "31.18 บาทต่อดอลลาร์" จับตาแรงกดดันสงครามการค้า ลดอาจลดถือครองเงินบาทลงบ้างเพื่อปรับลดความเสี่ยง คาดประชุมกนง.รอบนี้คงดอกเบี้ย1.5% ทั้งปี
นายจิติพล พฤกษาเมธานันท์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้าวันนี้ที่ระดับ 31.18บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าขึ้นจากช่วงปิดท้ายสัปดาห์ก่อนที่ 31.23 บาทต่อดอลลาร์
โดยช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาค่าเงินบาทแกว่งตัวในกรอบแคบ 31.15 -31.30 บาทต่อดอลลาร์ แม้จะมีแรงกดดันจากตลาดที่ปิดรับความเสี่ยง และการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ แต่ค่าเงินบาทก็อ่อนค่าลงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ในสัปดาห์นี้มองว่าค่าเงินบาทน่าจะยังไม่ไปไหนไกล แต่ยังต้องติดตามปัญหาสงครามการค้าที่เริ่มก่อตัว อาจเพิ่มแรงกดดันให้นักลงทุนต้องปรับลดความเสี่ยง และลดการถือครองเงินบาทลงบ้าง อย่างไรก็ตามเรายังเชื่อว่าเงินจะไม่ไหลกลับไปที่ดอลลาร์ทันทีเช่นกัน เนื่องจากยังมีความเสี่ยงการเมืองและในระยะสั้นยังไม่มีตัวเลขเศรษฐกิจที่ดีขึ้นมาหนุน กรอบเงินบาทวันนี้ 31.15 -31.25 บาทต่อดอลลาร์ และกรอบเงินบาทรายสัปดาห์ 31.10 -31.60 บาทต่อดอลลาร์
สำหรับสิ่งที่ต้องจับตาในสัปดาห์นี้ คือ ความเชื่อมั่นผู้บริโภคในสหรัฐ เงินเฟ้อ การประชุมกนง. และดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตของจีน
ในวันอังคาร ตัวเลขความเชื่อมั่นผู้บริโภคของสหรัฐ (CB Confidence index) ล่าสุดอยู่ที่ระดับ 130.8 สูงที่สุดในรอบ 18 ปี เนื่องจากการจ้างงานที่ยังอยู่ในระดับสูง มีโอกาสที่จะปรับตัว “ลง” ถ้านักธุรกิจในสหรัฐมีความกังวลกับสงครามการค้า และไม่มั่นใจในการเมือง
ในวันพุธ การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คาดว่าจะมีมติ “คง” อัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 1.5% ไม่เปลี่ยนแปลง มองว่า ธปท. จะส่งสัญญาณเช่นเดิมว่านโยบายการเงินที่ผ่อนคลายในขณะนี้ยังมีความเหมาะสมและความเสี่ยงด้านเสถียรภาพเป็นประเด็นที่ทำให้ธปท.ไม่สามารถปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงได้ไปกว่านี้
วันพฤหัส ในสหรัฐจะมีการรายงานตัวเลขเงินเฟ้อ (PCE) คาดว่าจะปรับตัวสูงขึ้น 0.2% เมื่อเทียบกับเดือนก่อน ตามรายได้ที่ปรับตัวสูงขึ้นและการออมที่ปรับตัวลดลง ขณะที่ในวันศุกร์ก็จะมีการรายงานเงินเฟ้อในญี่ปุ่น (Tokyo CPI) เช่นกัน คาดว่าจะปรับตัวสูงขึ้น 1.3% เมื่อเทียบกับปีก่อนจากแรงหนุนของราคาอาหาร ย้ำภาพเงินเฟ้อที่เริ่มเป็นขาขึ้นทั่วโลก
วันศุกร์ ต้องจับตาดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตของจีน (Caixin Manufacturing PMI) ที่ทรงตัวมาตลอดในช่วงตั้งแต่ต้นปีเพราะการลงทุนของรัฐวิสากิจชะลอตัว เชื่อว่าความกังวลเรื่องสงครามการค้าอาจกดดันภาพรวมธุรกิจในจีนในระยะสั้นเช่นกัน









