ถกร่วม 55 องค์กรรัฐวิสาหกิจ วางแนวคุ้มครอง-เยียวยาผู้ถูกละเมิดสิทธิจากการลงทุน จ่อเสนอแผนธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนให้ ครม.พิจารณา มิ.ย.นี้
เมื่อวันที่ 19 มี.ค.61. น.ส. ปิติกาญจน์ สิทธิเดช อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กล่าวเปิดการประชุมระดับชาติ ว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน ประจำปี 2561 ว่า ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาไทยมีสถิติข้อร้องเรียนปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนในภาคธุรกิจต่อสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเพิ่มขึ้นมากจากกลุ่มประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโครงการพัฒนาต่างๆ ของภาครัฐ และรัฐวิสาหกิจที่เข้าไปลงทุนทำโครงการขนาดใหญ่ในพื้นที่ ขณะที่ภาคธุรกิจก็พยายามใช้มาตรการตอบโต้เพื่อจัดการหรือยับยั้งข้อร้องเรียนต่างๆที่เกิดขึ้น ผลจากการขยายตัวของการพัฒนาทางเศรษฐกิจได้ทำให้เกิดปัญหาต่อเนื่องตามมา โดยเฉพาะการละเมิดสิทธิมนุษยชน การแย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติการ ละเมิดลิทธิในที่ดินทำกินและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งปัญหาแรงงาน ไทยจึงจำเป็นต้องสร้างมาตรฐานระหว่างประเทศเพื่อคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในภาคธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน โดยกำหนดให้เป็นวาระชาติตามกรอบงานขององค์การสหประชาชาติในการคุ้มครอง เคารพและเยียวยา เพื่อกำหนดความสัมพันธ์ หน้าที่ของรัฐและความรับผิดชอบของภาคธุรกิจในการปกป้อง คุ้มครอง เยียวยา ผู้ที่ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนจากการประกอบธุรกิจ ซึ่งรัฐบาลได้เสนอเป็นวาระแห่งชาติ โดยมอบหมายให้กรมคุ้มครองสิทธิฯ เป็นผู้จัดทำแผนปฎิบัติการระดับชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน โดยจะนำเสนอแผนดังกล่าวต่อคณะรัฐมนตรีในเดือนมิ.ย.นี้
อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิฯ กล่าวอีกว่า ต่อไปนี้การลงทุนทำธุรกิจในระดับต่างๆของภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในประเทศหรือการเข้าไปลงทุนในต่างประเทศจะต้องมีแผนธุรกิจให้ชัดเจนที่ต้องไม่ไปละเมิดสิทธิมนุษยชนในพื้นที่หรือประเทศนั้นๆตามข้อกำหนดของสหประชาชาติตามที่ไทยได้ตอบรับข้อเสนอแนะของประเทศสวีเดนจากเวทีทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนตามกลไก UPR (Universal Periodic Review ) ซึ่งคณะอนุกรรมการมนตรีสิทธิมนุษยชนในองค์กรดังกล่าวจะเดินทางมาติดตามความคืบหน้าจากองค์กรรัฐวิสาหกิจในประเทศกลุ่มอาเซียน คือ เกาหลีใต้ และไทยระหว่างวันที่ 25 มี.ค.-4 เม.ย.นี้ เนื่องจากเห็นว่ารัฐวิสาหกิจใทยที่เป็นระดับพรีเมี่ยมมีความพร้อมในการขับเคลื่อนเรื่องดังกล่าวแล้ว
ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส ผ.อ.สำนักคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ.กล่าวว่า งบประมาณในการลงทุนไทยครึ่งหนึ่งมาจากงบในภาครัฐวิสาหกิจ ในปี 2556-2557 ภาคการลงทุนมีอัตราการเติบโตไม่ถึง 1 เปอร์เซ็นต์ แต่ช่วง 3 ปีให้หลังพบรัฐวิสาหกิจมีการลงทุนสูงเพิ่มขึ้น 4 เปอร์เซ็นต์และพบว่า 90 เปอร์เซ็นต์ของเงินลงทุนได้ถูกนำมาขับเคลื่อนในภาคเศรษฐกิจทั้งทางตรงและทางอ้อม มีการสั่งซื้อของและส่งออกสินค้าที่ไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชนจากบริษัทต่างๆภายใต้กฎ กติกาของโลกยุคใหม่ ทั้งที่บังคับและไม่บังคับ ซึ่งในส่วนของไทยไม่จำเป็นที่ต้องให้ใครมาบังคับแต่เป็นสิ่งที่ควรจะต้องดำเนินการ
นายเอกนิติ กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาเราถูก IUU แบนสินค้าประมง โดยถูกกล่าวหาว่ามีการละเมิดแรงงาน ซึ่งเป็นมาตรการกีดกันของการค้า กว่าจะแก้ปัญหาได้ก็ต้องใช้เวลานาน ดังนั้นหากเราทำตามกลไกของ UPR ก็จะไม่มีปัญหานี้เกิดขึ้น กติกาของโลกยุคใหม่กระทรวงการคลังในฐานะผู้ถือหุ้นของรัฐวิสาหกิจจะต้องให้ข้อมูลที่ชัดเจนต่อนักลงทุนที่จะเข้ามาลงทุนทำธุรกิจทั้งภาคเศรษฐกิจและสังคมว่า การทำธุรกิจที่เสี่ยงต่อผลกระทบและจะไปละเมิดสิทธิประชาชนนั้นมีอะไรบ้าง โดยจะต้องเน้นเรื่องความยั่งยืนของ ธุรกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม ควบคู่กันไป
ขณะที่นายเสรี นนทสูตร ผู้แทนไทยในคณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชน กล่าวว่า ไทยเป็นประเทศแรกในอาเซียนที่ให้ความสำคัญและเข้าร่วมเป็นสมาชิกสหประชาชาติว่าด้วยเรื่องธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนในขณะที่ประเทศอื่นๆยังลังเล ต้องยอมรับว่าปัญหาการละเมิดสิทธิในองค์กรของรัฐและรัฐวิสาหกิจในไทยมีความเสี่ยงหลายด้าน ทั้งแรงงาน สิ่งแวดล้อมและการทุจริตคอรัปชั่น โดยเฉพาะในภาครัฐพบว่าเกิดขึ้นเกือบทุกกระทรวง ซึ่งเป็นปัญหาที่น่าหนักใจมาก ทุกองค์กรมีความเสี่ยงต่อปัญหาการทุจริตต่างกัน หากเป็นฝ่ายบุคคลก็จะมีปัญหาแรงงาน ตั้งแต่การจ้างงาน ความลับส่วนบุคคล การกีดกันด้านเพศสภาพ ฝ่ายจัดซื้อจัดจ้าง หรือกลุ่มคู่ค้าขนาดใหญ่ จึงจำเป็นต้องมีองค์กรตรวจสอบหรือหน่วยตรวจสอบที่ไม่จำเป็นต้องใช้หน่วยงานภายนอก ต้องทราบว่าองค์กรรัฐ รัฐวิสาหกิจของตนเองมีความเสี่ยงประเภทไหน มากน้อยอย่างไร เพื่อหาเครื่องมือช่วยในการวางแผน ป้องกันและเยียวยาหากมีผลกระทบที่เกิดขึ้น โดยต้องทำตามกติกาที่การทำธุรกิจที่ไม่ไปละเมิดสิทธิมนุษยชนของบุคคล ประชาชน หรือภาคสังคม









