บาทเปิดตลาดเช้านี้แข็งค่า "31.43 บาทต่อดอลลาร์" ในสัปดาห์นี้บาทมีโอกาสแข็งค่าตามภูมิภาค จับตาตัวเลขจ้างงานสหรัฐ
นายจิติพล พฤกษาเมธานันท์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้าวันนี้ที่ระดับ 31.43 บาท ต่อดอลลาร์ แข็งค่าขึ้นเล็กน้อยจากช่วงปิดท้ายสัปดาห์ก่อนที่ 31.46 บาทต่อดอลลาร์
ในสัปดาห์นี้ เชื่อว่าตลาดจะมีความผันผวน เนื่องจากนโยบายการค้าล่าสุดของโดนัลด์ ทรัมป์เป็นประเด็นที่กดดันตลาดเงิน เชื่อว่าทั้ง ECB และBOJ จะมีการโต้ตอบผ่านแถลงการณ์ แต่ก็มีความเป็นไปได้ไม่มากที่ค่าเงินดอลลาร์จะฟื้นตัวเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักเพราะนักลงทุนไม่เชื่อว่าธนาคารกลางหลักอื่นๆ จะสามารถผ่อนคลายนโยบายทางการเงินสวนทางกับภาพเศรษฐกิจได้
ค่าเงินบาทมีโอกาสแข็งค่าตามสกุลเงินเอเชียในสัปดาห์นี้ อย่างไรก็ตาม เราเชื่อว่าความผันผวนจะเพิ่มขึ้นต่อในช่วงกลางสัปดาห์ และตลาดจะจับตาไปที่สหรัฐในวันศุกร์ ถ้าตัวเลขการจ้างงานดีตามคาดก็จะเป็นบวกกับค่าเงินดอลลาร์ แต่ถ้าออกมาต่ำกว่าคาด อาจกดดันให้ดอลลาร์อ่อนค่าลงแรง
กรอบเงินบาทวันนี้ 31.35-31.45 บาท/ดอลลาร์ กรอบเงินบาทรายสัปดาห์ 31.20-31.70 บาท/ดอลลาร์
สัปดาห์นี้สิ่งที่ต้องจับตาคือ ผลการเลือกตั้งในอิตาลี การประชุมธนาคารกลางยุโรปและญี่ปุ่น กับตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตรของสหรัฐในวันศุกร์
ในฝั่งของอิตาลี ผลการเลือกตั้งน่าจะเริ่มชัดเจนขึ้นตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปโดยเอ็กซิตโพลล่าสุดชี้ว่า พรรคการเมืองที่มีแนวคิดสุดโต่งอย่าง Five Star Movement ได้คะแนนเสียงมากที่สุดขณะที่พักฝั่งรัฐบาล (Partito Democrat) ได้คะแนนเสียงตามมาเป็นอันดับที่สอง มีโอกาสเป็นประเด็นยืดเยื้อ และสร้างความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจยุโรป
วันพฤหัส การประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB) คาดว่าจะ “คงดอกเบี้ย” ที่ระดับเดิม ขณะที่ภาพรวมเศรษฐกิจที่ดีขึ้นน่าจะส่งผลให้ ECB ส่งสัญญาณว่าอาจจะลดการใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงินลงในปีนี้ ถ้าสหรัฐไม่กลับมาเล่นสงครามการค้ากับทั่วโลก
วันศุกร์ การประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) คาดว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายการเงิน โดยจะยังคงดอกเบี้ยที่ระดับติดลบ 0.1% และดอกเบี้ยระยะยาวที่ระดับ 0.0% แต่อาจมีการให้ความเห็นต่อนโยบายกีดกันการค้าล่าสุดจากฝั่งสหรัฐ
คืนวันศุกร์ ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตรในสหรัฐ คาดว่าจะรายงานที่ระดับ 2.1 แสนตำแหน่งในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ส่งผลให้ตัวเลขการว่างงานจะลงมาอยู่ที่ระดับ 4.0% ขณะที่รายได้ (Average hourly earning) น่าจะเพิ่มขึ้น 0.3% หรือคิดเป็น 2.8% เมื่อเทียบกับปีก่อน ชี้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐยังคงพื้นฐานที่แข็งแกร่ง








