ราคาน้ำมันยังคงได้รับแรงกดดันจากปริมาณการผลิตน้ำมันดิบที่คาดจะเพิ่มขึ้น และอุปสงค์ที่ลดลงในช่วงการปิดซ่อมบำรุง
ไทยออยล์ คาดราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสในสัปดาห์นี้จะเคลื่อนไหวที่กรอบ 60-65 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนน้ำมันดิบเบรนท์เคลื่อนไหวที่กรอบ 63-68 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
แนวโน้มสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบ (26 ก.พ. – 2 มี.ค. 61)
ราคาน้ำมันดิบในสัปดาห์นี้ มีแนวโน้มจะปรับตัวลดลงจากปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของสหรัฐ ที่คาดจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังจำนวนแท่นขุดเจาะได้ปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ที่ 52 แท่นจากต้นปีที่ผ่านมา ซึ่งทำให้กำลังการผลิตของสหรัฐ ยืนอยู่เหนือ 10 ล้านบาร์เรลต่อวัน ตั้งแต่ต้นเดือน ก.พ.61 นอกจากนี้ การปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่นคาดจะส่งผลกดดันต่ออุปสงค์น้ำมันดิบ ซึ่งทั้งสองปัจจัยนี้คาดว่าจะส่งผลให้ปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐ ปรับตัวเพิ่มขึ้นและกดดันราคาน้ำมันดิบ อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันดิบยังคงได้รับแรงหนุนจากกลุ่มผู้ผลิตทั้งในและนอกกลุ่มโอเปค ซึ่งจะทำการปรับลดกำลังการผลิตไปอย่างต่อเนื่องจนถึงสิ้นปีนี้ รวมถึงกำลังการผลิตจากเวเนซุเอลาได้ปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง หลังประเทศเผชิญหน้ากับวิกฤตเศรษฐกิจและภาวะเงินเฟ้อ
ปัจจัยสำคัญที่คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์นี้:
- ปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐ มีแนวโน้มที่จะปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า หลังกำลังการกลั่นน้ำมันดิบสหรัฐ ได้ลดลงกว่า 7% มาอยู่ที่ 88.1% จาก 89.8% ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งกำลังการกลั่นคาดจะปรับตัวลดลงอีกในเดือนมีนาคมตามฤดูกาลการปิดซ่อมบำรุงของโรงกลั่นทั่วโลกโดยเฉพาะสหรัฐ รวมถึงปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของสหรัฐ ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ปริมาณน้ำมันดิบมีแนวโน้มที่จะปรับตัวเพิ่มขึ้น
- ปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของสหรัฐ คาดจะปรับตัวเพิ่มขึ้น หลังปริมาณแท่นขุดเจาะน้ำมันดิบได้ปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 52 แท่นจากต้นปี โดย Baker Hughes รายงานจำนวนแท่นขุดเจาะน้ำมันดิบของสหรัฐ สำหรับสัปดาห์สิ้นสุด ณ วันที่ 16 ก.พ. 61 ปรับเพิ่มขึ้น 1 แท่น มาอยู่ที่ 799 แท่น สอดคล้องกับกำลังการผลิตน้ำมันดิบสหรัฐ ที่ได้ปรับตัวสูงขึ้นเหนือ 10 ล้านบาร์เรลต่อวัน และมีแนวโน้มที่จะแตะระดับเหนือกว่า 11 ล้านบาร์เรลต่อวันภายในสิ้นปีนี้
- เงินดอลลาร์สหรัฐ มีแนวโน้มที่จะปรับตัวสูงขึ้นและส่งผลกดดันต่อราคาน้ำมันดิบ หลังธนาคารกลางสหรัฐ มีแนวโน้มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้และคาดจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ถึง 3 ครั้ง เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้นมากกว่าที่คาดการณ์ นอกจากนี้ อัตราดอกเบี้ยของสหรัฐ ที่ปรับตัวสูงขึ้นจะส่งผลให้นักลงทุนเพิ่มการลงทุนในตลาดพันธบัตรของสหรัฐ มากขึ้นและคาดจะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่หนุนให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่ามากขึ้น
- ผู้ผลิตทั้งในและนอกกลุ่มโอเปคยังคงเดินหน้าปรับลดกำลังการผลิตน้ำมันดิบต่อเนื่องจนถึงปลายปี 2561 และคาดจะยังคงความร่วมมือในการปรับลดกำลังการผลิตในระดับที่สูง ซึ่งในเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา ความร่วมมือของกลุ่มโอเปคในการปรับลดกำลังการผลิตปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับร้อยละ 137 นำโดยการปรับลดของเวเนซุเอลาที่ได้เผชิญหน้ากับวิกฤตเศรษฐกิจ รวมถึงการบริหารจัดการของรัฐบาลที่ไม่เหมาะสม ซึ่งส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ นอกจากนี้ เวเนซุเอลายังเผชิญกับการคว่ำบาตรของสหรัฐ ทำให้ประสบปัญหาการเข้าถึงแหล่งเงินทุน
- ตัวเลขเศรษฐกิจที่น่าติดตามในสัปดาห์นี้ ได้แก่ GDP ไตรมาส 4/60 สหรัฐ ดัชนีภาคการผลิตและบริการจีน ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนสหรัฐ ดัชนีภาคการผลิต (Markit PMI) ของยูโรโซน และดัชนีภาคการผลิต (Markit PMI) ของสหรัฐ
สรุปสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์ที่ผ่านมา (19 – 23 ก.พ. 61)
ราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสในสัปดาห์ที่ผ่านมาปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.87 ดอลลาร์ มาอยู่ที่ 63.55 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในขณะที่ ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.47 ดอลลาร์ มาอยู่ที่ 67.31 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนราคาน้ำมันดิบดูไบปิดเฉลี่ยอยู่ที่ 62 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยได้รับแรงหนุนจากปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐ ที่ปรับตัวลดลง 1.6 ล้านบาร์เรล มาอยู่ที่ระดับ 420.5 ล้านบาร์เรล ซึ่งสวนทางกับนักวิเคราะห์ที่คาดการณ์ไว้ว่าจะปรับเพิ่มขึ้น 1.8 ล้านบาร์เรล เนื่องจากการส่งออกน้ำมันดิบจากแคนาดามายังสหรัฐ โดยท่อขนส่งน้ำมันดิบ Keystone ยังคงอยู่ในระดับจำกัดจากปัญหาเชิงเทคนิค รวมถึง การส่งออกน้ำมันดิบของสหรัฐ ปรับตัวสูงขึ้นจากสภาวะ Backwardation ของตลาดน้ำมัน อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันได้รับแรงกดดันจากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ที่ปรับตัวแข็งค่าขึ้น หลังตลาดคาดธนาคารกลางสหรัฐ อาจปรับอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้น นอกจากนี้ ปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของสหรัฐ ที่ได้เพิ่มขึ้นมาสูงกว่าระดับ 10 ล้านบาร์เรลต่อวัน สอดคล้องกับปริมาณแท่นขุดเจาะที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาสู่ระดับสูงสุดในรอบ 3 ปีที่ ยังคงส่งผลกดดันต่อราคาน้ำมันดิบอย่างต่อเนื่อง
-----------------------------
ที่มา : บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน)
โทร.02-797-2999







