วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

THCOM - ซื้อ

เซอร์ไพรส์! มีจ่ายปันผลพิเศษ

มีบันทึกด้อยค่าสินทรัพย์ก้อนใหญ่ในไตรมาส 4/60

THCOM รายงานขาดทุนสุทธิไตรมาส 4/60 ที่ 3.19 พันล้านบาท ขาดทุนเพิ่มขึ้นถ้าเทียบกับขาดทุนสุทธิ 114 ล้านบาทในไตรมาส 4/59 และพลิกจากกำไรสุทธิ 65 ล้านบาทในไตรมาส 3/60 ผลขาดทุนจำนวนมากในไตรมาสนี้หลักๆ มาจากการหักกลบของรายการพิเศษ 4 รายการซึ่งได้แก่ 1) สำรองด้อยค่าสินทรัพย์ดาวเทียมจำนวน 3.2 พันล้านบาทเนื่องจากราคาเช่าช่องสัญญาณดาวเทียมที่ปรับลดลง และการยกเลิกสัญญาของลูกค้ารายใหญ่บางราย 2) สำรองด้อยค่าความนืยมและสินทรัพย์ที่ไม่มีตัวตนของบริษัทโอไรออน แซทเทลไลท์ ซิสเทม พีทีวาย จำกัด (โอเอสเอส) ซึ่งเป็นบริษัทที่ THCOM ถือหุ้นทั้งหมดผ่านบริษัทไอพีสตาร์ ออสเตรเลียพีทีวาย จำกัด จำนวน 113 ล้านบาท 3) สำรองหนี้สงสัยจะสูญสำหรับลูกค้าบรอดแบนด์รายหนึ่งจำ นวน 352 ล้านบาท และ 4) กำไรจากสินทรัพย์ภาษีเงินได้รอตัดบัญชีจำนวน 639 ล้านบาท หากไม่รวมรายการพิเศษ 4 รายการข้างต้นและ กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน 4 ล้านบาทในไตรมาส 4/60 ผลการดำเนินงานหลักพลิกเป็นขาดทุนหลัก 173 ล้านบาทหรือพลิกกลับจากกำไรหลัก 91 ล้านบาทในไตรมาส 4/59 และกำไรหลัก 33 ล้านบาทในไตรมาส 3/60 บริษัทประกาศจ่ายเงินปันผล 1.36 บาท/หุ้นสำหรับงวดวันที่ 1-31 ม.ค. 2561 เนื่องจากมีกำไรพิเศษจากการขายหุ้น CSL จำนวน 1.89 พันล้านบาท

ประเด็นหลักของผลประกอบการ

ผลประกอบการออกมาต่ำกว่าที่เราคาด เนื่องจากรายการค่าใช้จ่ายพิเศษข้างต้น และอัตรากำไรขั้นต้นที่ต่ำกว่าคาด ผลประกอบการในส่วนของธุรกิจหลักยังคงอ่อนแอเนื่องจากรายได้และอัตรากำไรขั้นต้นของทั้งธุรกิจดาวเทียมแบบทั่วไปและธุรกิจดาวเทียมไอพีสตาร์ปรับลดลง รายได้ของธุรกิจดาวเทียมแบบทั่วไปในไตรมาสนี้อยู่ที่ 869 ล้านบาท ลดลง 12%
YoY และ 6% QoQ ในขณะที่กำไรขั้นต้นของธุรกิจดาวเทียมแบบทั่วไปอยู่ที่ 207 ล้านบาท ลดลง 31% YoY และ 22% QoQ รายได้ของธุรกิจดาวเทียมไอพีสตาร์ในไตรมาสนี้อยู่ที่ 523 ล้านบาท ลดลง 39% YoY และ 19% QoQ ในขณะที่ธุรกิจดาวเทียมไอพีสตาร์พลิกกลับเป็นขาดทุนขั้นต้นในไตรมาสนี้ที่ 45 ล้านบาท หรือพลิกกลับจากกำไรขั้นต้น 111 ล้านบาทในไตรมาส 4/59 และกำไรขั้นต้น 75 ล้านบาทในไตรมาส 3/60 ส่วนรายได้และอัตรากำไรขั้นต้นของธุรกิจอินเทอร์เน็ตถือว่าทรงตัว YoY และ QoQ

แนวโน้ม

เนื่องจากรายการขายหุ้น CSL ให้กับ ADVANC เสร็จสิ้นไปเมื่อวันที่ 25 ม.ค.2561 เราจึงคาดว่าจะมีการบันทึกกำไรจากการขายหลังหักภาษีจำนวน 1.51 พันล้านบาทในไตรมาส 1/61 การตั้งด้อยค่าสินทรัพย์ดังข้างต้นในไตรมาส 4/60 จะส่งผลให้ค่าเสื่อมราคาลดลงอีก 868 ล้านบาท/ปีตั้งแต่ปี 2561 จนถึงวันที่สิ้นสุดอายุสัมปทานในปี 2564 เราประเมินกำไรสุทธิไตรมาส 1/61 ที่ 1.55 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นก้าวกระโดด 500% YoY และพลิกกลับจากขาดทุนสุทธิ 3.19 พันล้านบาทในไตรมาส 4/60 เนื่องจากการบันทึกกำไร
จากการขายหุ้น CSL และคาดกำไรหลักในไตรมาส 1/61 ที่ 100 ล้านบาท ลดลง 39% YoY (ซึ่งยังคงได้รับผลกระทบจากรายได้ที่หายไปของลูกค้าเอ็นบีเอ็นออสเตรเลียและทีโอที) และพลิกกลับจากขาดทุนหลักไตรมาส 4/60 ที่ 173 ล้านบาท (ซึ่งเป็นผลจากรายได้ของลูกค้าใหม่ที่ทยอยเพิ่มขึ้น)

สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไป

เราทำการปรับประมาณการกำไรหลักปี 2561 เพิ่มขึ้นอีก 60% มาอยู่ที่ 891 ล้านบาท ปรับประมาณการกำไรหลักปี 2562 เพิ่มขึ้นอีก 41% มาอยู่ที่ 1 พันล้านบาท และปรับประมาณการกำไรหลักปี 2563 เพิ่มขึ้นอีก 28% มาอยู่ที่ 1.25 พันล้านบาท เพื่อสะท้อนค่าเสื่อมราคาที่ลดลงจากการตั้งด้อยค่าสินทรัพย์ข้างต้น และเนื่องจากค่าเสื่อมราคาเป็นรายการที่ไม่ใช่เงินสด จึงไม่ส่งผลกระทบต่อราคาเป้าหมายของเราซึ่งประเมินด้วยวิธี DCF แต่อย่างใด

คำแนะนำ

เราคาดกำไรหลักมีแนวโน้มฟื้นตัวในปี 2561 จากค่าเสื่อมราคาที่ลดลง และอัตราการใช้งานของลูกค้ารายปัจจุบันที่มีแนวโน้มกลับมาฟื้นตัวเพิ่มขึ้น รวมถึงลูกค้ารายใหม่ที่มีแนวโน้มเข้ามาเพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2561 การยิงดาวเทียมดวงใหม่ขึ้นสู่วงโคจรคาดว่าจะยังคงไม่เกิดขึ้น ณ ปัจจุบันหรือภายในระยะเวลาอันใกล้ เรายังคงคำแนะนำ “ซื้อ” เนื่องจากมูลค่าหุ้นที่ถูกมากโดยมีอัตราส่วน EV/EBITDA ซึ่งอยู่ในระดับที่ต่ำมากเพียงแค่ 2.6 เท่าในปี 2561